
เล็งปรับโลจิสติกส์ชายแดน
เพิ่มศักยภาพขนส่งคลังสินค้ารับเออีซีนำร่อง4พื้นที่โยงพม่ากัมพูชาลาว
เพิ่มศักยภาพขนส่งคลังสินค้ารับเออีซีนำร่อง4พื้นที่โยงพม่ากัมพูชาลาว
เร่งหาแนวทางลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์อุตสาหกรรม 4 พื้นที่เศรษฐกิจชายแดน รับเปิดเออีซี
นายธวัช ผลความดี รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า สำนักโลจิสติกส์ ซึ่งอยู่ภายใต้ กพร. ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์อุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจชายแดน เพื่อรับกับนโยบายผลักดันให้พื้นที่ชายแดนเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
โครงการศึกษาได้เลือกพื้นที่ชายแดน 4 แห่งเป็นต้นแบบ คือ ไทยพม่า ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ตรงข้ามเมืองเมียวดี ไทยกัมพูชา ที่ อ.อรัญประเทศ ตรงข้ามกับเขตปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย กัมพูชา และพื้นที่ไทยลาว ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว กับ จ.มุกดาหาร กับแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว
นอกจากการพัฒนาเป็นรายพื้นที่ ยังมีการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์รายอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดเออีซี โดยเริ่มที่ 2 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีการทำรูปแบบโลจิสติกส์ทั้งห่วงโซ่อุปทานให้รับกับโอกาสที่จะขยายตลาดได้มากขึ้น
นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กล่าวว่า สินค้าเป้าหมายที่มีการขนส่งข้ามด่านชายแดนที่เลือกศึกษานี้จะมีลักษณะคล้ายกัน โดยจะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันเชื้อเพลิง ชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ยังพบว่าการขนส่งบางส่วนยังมีปัญหา เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้สินค้าเสียหายเมื่อถึงปลายทาง
ทั้งนี้ โครงการเพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดน 4 โครงการนี้ ใช้งบประมาณศึกษา 5 ล้านบาท โดยมีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นผู้ดำเนินการศึกษา
“การเพิ่มประสิทธิภาพจะทำภาพรวมทั้งเรื่องการขนส่งและบริหารคลังสินค้า และหลังศึกษา 4 พื้นที่นี้แล้วก็จะขยายไปยังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ อีก เช่น ด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรีที่จะเกิดพื้นที่อุตสาหกรรมขึ้นตามการเปิดท่าเรือน้ำลึกทวาย หรือที่ด่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย”
นางอนงค์ กล่าวอีกว่า ปีงบประมาณ 2556 สำนักโลจิสติกส์ได้รับงบประมาณ 138.54 ล้านบาทในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ทั้งระบบได้ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท สร้างบุคลากรประมาณ 7,500 คน รองรับการเชื่อมโยงโซ่อุปทานใน 28 โซ่อุปทาน และปีงบประมาณ 2557 ได้รับงบประมาณ 147.5 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งภาคอุตสาหกรรม 3,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1.3 พันแห่ง ใน 21 อุตสาหกรรม ระหว่างปี 2552-2554 พบว่ามีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ต่อยอดขายลดลง 20.85% ซึ่งเฉพาะต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง ลดลง 26.04% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่สำนักโลจิสติกส์ตั้งไว้ที่ 10%
“ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังต่อยอดขายคือ ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญของการลดต้นทุน รวมถึงการเร่งสร้างทักษะองค์ความรู้ให้บุคลากรระดับต่างๆ การใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ และการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการในแต่ละห่วงโซ่อุปทานเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างการ” นางอนงค์กล่าว







