
ทันสถานการณ์
ชัยพัฒนาหนุนปลูกข้าว
ชัยพัฒนาหนุนปลูกข้าว
นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยว่า หากต้องเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเลี่ยงไม่ได้คือการแข่งขันกับประเทศสมาชิก ดังนั้น ข้าวไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาทั้งพันธุ์ข้าวแปรรูป และเพิ่มมูลค่าให้กับข้าว ทางมูลนิธิจึงได้ประสานกับกรมการข้าวเพื่อยกระดับพันธุ์ข้าว และประสานกระทรวงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือด้านการตลาดข้าวให้กับเกษตรกรเพื่อให้ชาวนาไทยอยู่ได้
ทั้งนี้ นายสุเมธ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพยายามปกป้องรักษาผ่นดินไทย ดูแลทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ(พลังงาน) เพื่อจะได้เก็บไว้ให้ลูกหลานเราได้ใช้นานๆ พระองค์ฯทรงพยายามทำมาจนประชวร และรับสั่งให้เตรียมพันธุ์ข้าวไว้รับมือวิกฤตทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง และรองรับวิกฤตเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร มูลนิธิจึงสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ โดยมูลนิธิจะรับซื้อในราคา 2.4 หมื่นบาทต่อตัน และสร้างไซโลเก็บพันธุ์ข้าว ซึ่งจะเริ่มนำร่องที่ จ.สระบุรี ขนาด 40 ตัน เพราะการปลูกข้าวพันธุ์เกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีกว่าการปลูกข้าวเข้าโครงการรับจำนำ ซึ่งหากมีความชื้นเกษตรกรจะขายได้เพียง 9,00010,000 บาทเท่านั้น และโครงการรับจำนำ หรือโครงการประกันราคาไม่ยั่งยืน
ปรับโครงสร้างอุตฯ น้ำตาลไม่คืบ
นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายโดยการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายยังไม่คืบหน้า เนื่องจากต้องย้อนกลับไปดูราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 ที่มีแนวโน้มจะต่ำเฉลี่ย 850 บาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงเฉลี่ย 1,200 บาทต่อตัน หากลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศแล้วส่วนต่างราคาอ้อยที่ต่ำต้องให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเพิ่มราคาเหมือนเดิม เนื่องจากการลอยตัวก็ไม่เกิดประโยชน์
สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมการนำนาข้าวที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวมาปลูกอ้อยแทน 27.4 ล้านไร่ ซึ่งพบว่าสามารถนำพื้นที่ปลูกข้าวดังกล่าวมาส่งเสริมการปลูกอ้อยได้ 10 ล้านไร่ และคาดว่าจะนำร่องได้ก่อน 4.1 ล้านไร่ อีกทั้งเห็นว่ารัฐบาลควรจะส่งเสริมให้มีโรงงานน้ำตาลให้มากพอก่อน จึงส่งเสริมการปลูกอ้อยแทนเพราะอ้อยมีเวลาตัดภายใน 120 วัน ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียความหวาน และปกติการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลต้องใช้เวลา 23 ปี
เกษตรฯ เจ้าภาพประชุมข้าวยั่งยืน
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันพิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวไทยอย่างยั่งยืน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายหลังที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการประชุมเพื่อหาข้อสรุป
ทั้งนี้ สาระสำคัญของแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืนที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะมานั้นครอบคลุมทุกมิติใน 3 ด้าน อันประกอบด้วย ด้านการผลิต ด้านการตลาด และด้านการบริหารจัดการโครงสร้างการแบ่งปันรายได้ โดยมีเป้าหมายการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมกลไกด้านการตลาดให้ดำเนินไปอย่างเหมาะสม มีศักยภาพสามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศและการบริหารจัดการให้มีโครงสร้างการแบ่งปันรายได้ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ การจัดการที่ทำนาให้เพียงพอ เป็นต้น
ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการออก .ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม โฉนดที่ดินทำกิน ที่ประชุมจึงมีมติมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรไปดำเนินการแยกแยะเนื้อหาและประเด็น ในแต่ละเรื่อง และขอความเห็นแต่ละหน่วยงานเพื่อขอความเห็น อีกครั้ง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 10 วัน
ดีเอสไอจ่อฟันทุจริตยางบึงกาฬ
พ.ต.ท.อมฤต บูรณะกิจเจริญ ผู้อำนวยการส่วนคดีพิเศษ 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 6 (จังหวัดอุดรธานี) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่แจ้งการใช้งบประมาณเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินของ จ.บึงกาฬ ประจำปีงบประมาณ 2554 โดยการจัดซื้อสารเคมีเบโนมิล 50% wp ขนาด 500 กรัม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินโรคระบาด (ยางพารา) จำนวน 25,371 กล่อง งบประมาณ 48 ล้านบาท ของ จ.บึงกาฬ ซึ่งได้แก่ อ.ศรีวิไล พรเจริญ บึงโขงหลง เมือง ปากคาด เซกา บุ่งคล้า และโซ่พิสัย
ทั้งนี้ พบว่าระหว่างวันที่ 2130 ก.ย. 2554 จ.บึงกาฬ ได้รายงานเหตุด่วนการเกิดภัยพิบัติโรคยางพาราใน 8 อำเภอ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 จ.บึงกาฬ จึงได้ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินกรณีโรคระบาดยางพาราเพื่อใช้งบประมาณกรณีภัยพิบัติฉุกเฉินตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่มีมูลความจริง ขณะที่ศูนย์วิจัยยางพาราหนองคาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นคว้า ยืนยันว่าไม่ได้รับรายงานจากหน่วยงานใดว่าเกิดโรคระบาดยางพาราในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ในช่วงเวลาดังกล่าว และพบว่ายาที่แจกเกษตรกรไม่มีส่วนผสมของยาดังกล่าว
ดังนั้น สารเคมีดังกล่าวจึงอาจเป็นสารเคมีปลอม และการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีโรคระบาดยางพาราใน จ.บึงกาฬ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 เป็นการประกาศเขตภัยพิบัติโดยไม่มีการเกิดภัยพิบัติโรคยางพาราขึ้นจริง แต่เป็นการประกาศเพื่อใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งของขบวนการทุจริตฉ้อโกงงบประมาณจากงบภัยพิบัติฉุกเฉิน ซึ่งกระทำการเป็นขบวนการใหญ่ โดยมีข้าราชการระดับสูงใน จ.บึงกาฬ ร่วมด้วย







