
รู้จัก พรบ.ทวงหนี้
คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 ส.ค. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ พ.ศ... จำนวน 35 มาตรา
โดย...จตุพล สันตะกิจ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 ส.ค. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ พ.ศ... จำนวน 35 มาตรา กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่คุ้มครองสิทธิของลูกหนี้มากที่สุด
รายละเอียดของกฎหมายนี้ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ และลูกหนี้ทั้งหลายควรจะต้องรู้ โดยเฉพาะการกำหนดบทบัญญัติคุ้มครองลูกหนี้ที่ถูกทวงถามหนี้ อาทิ หมวดที่ 1 “การทวงถามหนี้” ที่มีเจตนารมณ์ป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ถูกทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ข่มขู่ ไม่ทำให้ลูกหนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตลอดจนกำหนดค่าธรรมเนียมการทวงหนี้ให้เป็นธรรม เช่น มาตรา 6 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ห้ามไม่ให้ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงหนี้ เว้นแต่บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว
ขณะที่มาตรา 6 วรรคสอง ยังระบุ “การติดต่อบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตามวรรคหนึ่ง... โดยผู้ทวงถามนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ”
ได้แก่ (1) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ (2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ (3) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมายในหนังสือ หรือสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ของลูกหนี้
มาตรา 7 มีบทบัญญัติกำหนดให้ผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติ ได้แก่ “(1) ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ระบุ...” (2) ในกรณีที่กรณีติดต่อทางโทรศัพท์ โทรสาร หรือบุคคลให้ติดต่อได้ในเวลา 09.0020.00 น. หากไม่สามารถติดต่อตามเวลาดังกล่าวได้หรือช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสม ให้ติดต่อในช่วงเวลาอื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของประกาศคณะกรรมการประกาศกำหนด” (3) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล ชื่อหน่วยงาน ในกรณีที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ให้สินเชื่อหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้...ให้ผู้รับมอบอำนาจนั้น แสดงหลักฐานการมอบอำนาจทวงถามหนี้ด้วย
มาตรา 9 บัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ทวงหนี้กระทำการทวงหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้ (1) การข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือกระทำการอื่นใด ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียงและทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น (2) ใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่น ถากถาง หรือเสียดสีลูกหนี้หรือผู้อื่น (3) แจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ (4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก หรือโทรสารที่สื่อให้ทราบว่าเป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เป็นต้น
ส่วนมาตรา 10 ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด คือ (1) แสดงหรือใช้ข้อความเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ (2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ สำนักงานทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย
(3) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือจะถูกอายัดหรืออายัดทรัพย์หรือเงินเดือน เป็นต้น
และมาตรา 11 ห้ามผู้ทวงถามหนี้ทำการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม อาทิ (1) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ
อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ พ.ศ... ที่ ครม.เห็นชอบมีความแตกต่างจากระเบียบเกี่ยวกับการทวงหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากมีการกำหนดโทษหากฝ่าฝืนในหมวดที่ 3 ว่าด้วยการกำหนดโทษ ส่วนที่ 1 โทษทางปกครอง และส่วนที่ 2 โทษทางอาญา ที่มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เช่น มาตรา 24 กำหนดโทษผู้ทวงหนี้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 6 วรรคสอง (1) หรือ (4) มาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้กำหนด เช่น เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่คณะกรรมการกำหนดให้มีโทษทางปรับทางปกครองไม่เกิน 1 แสนบาท มาตรา 29 ระบุว่า หากฝ่าฝืนมาตรา 6 วรรคสอง (2) หรือ (3) มาตรา 9 (2) (3) (4) หรือ (5) มาตรา 11 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 30 หากฝ่าฝืนมาตรา 9 (1) มาตรการ 10 (2) (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยเฉพาะมาตรา 31 กำหนดว่า หากผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 10 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ







