
ภาวะถดถอยทางเทคนิค
ช่างเป็นการตอกย้ำ “ช่วงขาลง” ของรัฐบาลเสียจริงๆ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรดูเหมือนจะผิดไปเสียหมด ทั้งเรื่องโครงการจำนำข้าว โครงการรถคันแรก โครงการบริหารจัดการน้ำ และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีการต่อต้านทั้งในระบบและนอกระบบอย่างรุนแรง
ช่างเป็นการตอกย้ำ “ช่วงขาลง” ของรัฐบาลเสียจริงๆ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรดูเหมือนจะผิดไปเสียหมด ทั้งเรื่องโครงการจำนำข้าว โครงการรถคันแรก โครงการบริหารจัดการน้ำ และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีการต่อต้านทั้งในระบบและนอกระบบอย่างรุนแรง
ตลอดจนเรื่องล่าสุด คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ดูเหมือนจะกลายเป็น “เทียบเชิญ” ให้เกือบทุกๆ ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลออกมาแสดงพลังยึดถนนและเดินขบวนขับไล่รัฐบาล
แต่ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ว่าจะสามารถกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประการใดหรือไม่
นั่นเพราะในสภาวะแวดล้อมที่เปราะบางของบ้านเราในขณะนี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะยุคนี้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดจนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เป็น “เรื่องธรรมดามิติใหม่” (New Normal) ที่ทำให้รู้สึกเฉยๆ กับปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมยุคปัจจุบัน
ส่วนหนึ่งที่สร้างสภาวะแวดล้อมที่อ่อนไหว คือ “สภาพเศรษฐกิจไทย” ที่มีสัญญาณของการชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่เหนือความคาดคิด และดูเหมือนผู้ที่เกี่ยวข้องจะยอมรับชะตากรรมว่า คงไม่มีมาตรการอะไรที่สามารถ “พลิกฟื้น” ให้เศรษฐกิจตื่นตัวขึ้นได้
และไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ยังมีเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย รวมทั้งจีนที่มีตัวเลขส่อถึงการเติบโตที่ต่ำกว่าที่คาดออกมาก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ไม่ใช่ว่า “เพื่อนๆ” ในเอเชียทุกคนจะชะลอตัว ที่ดีกว่าที่คาดก็มีเช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งเราก็ควรแสดงความยินดีกับเขาด้วย ไม่มีเหตุผลที่ต้อง “อิจฉา” เขาแต่ประการใด
เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงดูได้จากตัวเลข GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดหมายว่า ไตรมาส 2 จะโตประมาณ 2% กว่าๆ แม้จะมากกว่า GDP ไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว (ฝรั่งเขียนว่า yoy หรือเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)
ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ที่ GDP เติบโต 5.3% ทำให้ GDP เติบโตลดลงเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส(qoq) และก็เป็นอย่างนี้ติดต่อกัน 2 ไตรมาส ซึ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจบ้านเราเข้าสู่ “ภาวะถดถอยทางเทคนิค” หรือ Technical Recession และเป็นการตอกย้ำการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ เงินบาทซึ่งเคยแข็งค่าสุดๆ ระดับ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้ กลับอ่อนค่าอย่างรุนแรงเกือบ 3 บาท และอยู่ในระดับประมาณ 31.50 บาท ในขณะนี้
ผู้ส่งออกที่เคย “โวยวาย” เรียกร้องให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าในช่วงนั้น ตอนนี้กลับ “เงียบกริบ” ในขณะที่ผู้นำเข้าที่เคยทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้น คงต้องแบกรับภาระขาดทุนในช่วงนี้ ถ้าเกิด “เผลอ” ไปเก็งกำไรค่าเงินโดยไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงในช่วงเวลาก่อนหน้านี้
นับเป็น “สัจธรรม” ของวัฏจักรชีวิต โดยอะไรก็ตามที่เคยรุ่งโรจน์ก็สามารถเสื่อมลงเมื่อเวลาผ่านไป
ดังนั้นเราจึงไม่ควรย่อท้อ และต้องอดทนในช่วงขาลง เพราะเมื่อให้เวลากับมันแล้ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง เพียงแต่เราอย่าประมาท และ “หลงระเริง” ในช่วงขาขึ้นก็แล้วกัน







