
ยกเครื่องระบบการศึกษาภารกิจสำคัญสู่อาเซียน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาของไทยอ่อนแอลงตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างระบบที่ผิดเพี้ยนสะสมมายาวนาน”
นี่เป็นคำกล่าวของ ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อยู่เบื้องหลังภารกิจปฏิรูปหลักสูตรระบบการศึกษาไทยให้พร้อมรับและแข่งขันได้ในเวทีประชาคมอาเซียน
ภาวิช สะท้อนปัญหาระบบการศึกษาไทยก่อนหน้านี้ว่า ระบบการศึกษาของไทยอ่อนแอลงมาก จากเหตุผลทั้งในเรื่องของโครงสร้าง หลักสูตร และบุคลากรครูที่จะยกเครื่องใหม่กันทั้งระบบ เพราะหากยังปล่อยไว้เช่นนี้ก็จะทำให้ระบบการศึกษาของไทยเดินหน้าไปแบบคนขาพิการ สุดท้ายจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้
สิ่งแรกที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งทำ คือ การปรับหลักสูตรการเรียนการสอนขั้นพื้นฐาน โดยมีการจัดกลุ่มหลักสูตรใหม่บูรณาการให้เหลือ 6 กลุ่มสาระวิชา จากปัจจุบันที่มีการเรียนการสอนอยู่มี 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งจะมีกุญแจหลักนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆ ได้แก่ ทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ ทักษะการเรียนการสอนแบบโครงการที่จะต้องมีการบูรณาการความรู้ร่วมกันอย่างน้อย 3 กลุ่มวิชา ทักษะการใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูล ทักษะเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม และทักษะในการประกอบอาชีพ
ทั้งหมดนี้ เพื่อให้เด็กที่จบการศึกษาภาคบังคับของไทยในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความรู้พื้นฐานเพียงพอที่จะประกอบวิชาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เพราะปัจจุบันมีเด็กจบ ม.6 แล้วไม่เรียนต่อมีอยู่จำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกันมีเด็กอีกส่วนหนึ่งที่อยากเรียนต่อแต่ต้องทำงานไปด้วย ซึ่งทักษะดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานความรู้ให้เด็กสามารถนำไปต่อยอดได้
“แต่ละปีมีเด็กจบ ม.6 ประมาณ 8 แสนคน แต่เข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยได้เพียง 2-3 แสนคนเท่านั้น ที่เหลือต้องออกจากระบบระหว่างทาง กลายเป็นแรงงานไม่มีคุณภาพ ซึ่งนับเป็นความล้มเหลวในระบบการศึกษาของไทยที่ซ้อนเร้นอยู่ เมื่อต่างชาติมองเข้ามาทำให้ติดภาพว่า ไทยเป็นประเทศที่ใช้แรงงานราคาถูกและไม่มีคุณภาพ”
ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างหลักสูตรแบบเดิมที่อิงเฉพาะมาตรฐาน ซึ่งกำหนดกรอบว่าเด็กต้องเรียนรู้อะไรบ้าง แต่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กอยู่ที่ตัวครูผู้สอนไปคิดต่อ ซึ่งสุดท้ายต้องพึ่งหลักสูตรตำราเรียน ทำให้ความรู้ที่เด็กได้วนอยู่แต่ในตำราเท่านั้น
ขณะนี้ได้ทำการศึกษาจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 13 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรสำหรับเด็ก ป.4 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2557
ภาวิช กล่าวว่า วันนี้ถ้ามองปัญหาของระบบการศึกษาไทยออก ก็จะแก้ปัญหาที่ไทยติดหล่มมานานได้ทัน และจะทำให้ระบบการศึกษาของไทยกลับขึ้นมาอยู่แถวหน้าในอาเซียนได้ จากปัจจุบันที่ผลสำรวจจากเวทีเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม พบว่า ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยติดอันดับ 6 จากทั้งหมด 10 ประเทศอาเซียน ขณะที่ระบบอุดมศึกษาของไทยอยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงระบบการศึกษาไทยที่อ่อนแอในสายตาเวทีโลก
ขั้นต่อไปที่จะต้องทำและทำให้ได้แม้ว่าจะยากลำบาก คือ การปฏิรูปโครงสร้างและบุคลากรครู โดยจะเริ่มจากรื้อระบบการผลิตครูใหม่ เพราะขณะนี้ผลิตออกมาเกินความต้องการ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งยกระดับครูที่มีอยู่เดิมให้สูงขึ้น และทบทวนโครงสร้างการศึกษาของไทยให้มีการกระจายอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น เพื่อกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง
“หากกระจายอำนาจลงไปก็จะแก้ปัญหานี้ได้ รวมทั้งช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่นได้ด้วย เพราะปัจจุบันงบประมาณที่ลงไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กกลายเป็นทฤษฎีไอติมละลาย กว่าจะไปถึงก็เหลือแต่ไม้ จึงต้องรื้อระบบให้นำเงินใส่มือเด็กและผู้ปกครองได้จริง เหมือนที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำเรื่องประกันสุขภาพ” ภาวิช ทิ้งท้าย







