
Yield Curve เพิ่มขึ้นในตราสารหนี้ระยะยาวหลังพันธบัตรใหม่ได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (29 ก.ค.2 ส.ค. 2556) มีมูลค่ารวม 386,458 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 77,292 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 6%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (29 ก.ค.2 ส.ค. 2556) มีมูลค่ารวม 386,458 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 77,292 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 6%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 82% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 316,550 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 51,236 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 6,739 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 3.9 ปี) LB21DA (อายุ 8.4 ปี) และ LB196A (อายุ 5.9 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 21,938 ล้านบาท 6,174 ล้านบาท และ 5,297 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB13829C (อายุ 28 วัน) CB13820A (อายุ 14 วัน) และ CB14703A (อายุ 0.9 ปี) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 35,854 ล้านบาท 27,800 ล้านบาท และ 25,758 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ รุ่น A157A (BBB) มูลค่าการซื้อขาย 432 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT146A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 361 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT138A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 324 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลงเล็กน้อย
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วง 1 ถึง 2 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ในตราสารหนี้อายุน้อยกว่า 3 ปี ขณะที่ Yield ของตราสารหนี้อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ +9 ถึง +15 Basis Point ตามทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตราสารหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาล รุ่น Benchmark อายุ 15 ปี ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย โดยจำหน่ายได้เพียง 3,020 ล้านบาท จากวงเงินประมูลทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท ส่งผลให้ Yield ในช่วงอายุดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น และดึงให้ Yield ของพันธบัตรรุ่นใกล้เคียงสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้อยู่เช่นเดิม โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีทีท่าว่าจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ผ่านโครงการซื้อพันธบัตรด้วยวงเงินเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้อยู่ในกรอบ 00.25% ต่อไป โดยท่าทีที่เป็นบวกนี้ มีผลช่วยให้บรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาปรับตัวดีขึ้น แต่ทั้งนี้นักลงทุนยังคงเฝ้าติดตามการประชุมของ FOMC ครั้งต่อไปในช่วงเดือน ก.ย. (1718 ก.ย.) ที่จะมีการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งอย่างใกล้ชิดต่อไป
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 1,662 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) 4,700 ล้านบาท แต่กลับซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 6,362 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 514 ล้านบาท







