posttoday
เตรียมความพร้อมอุณหภูมิการเมืองร้อนแรง

เตรียมความพร้อมอุณหภูมิการเมืองร้อนแรง

06 สิงหาคม 2556

โดย จิตรา อมรธรรม

โดย จิตรา อมรธรรม

รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์

บล.ฟินันเซีย ไซรัส

[email protected]

เดือน ส.ค. เป็นเดือนที่อุณหภูมิการเมืองร้อนขึ้น แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเมืองมีผลต่อตลาดหุ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ และแทบไม่มีผลต่อพื้นฐานของเศรษฐกิจเลย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนในประเทศให้น้ำหนักกับการเมืองในเดือนนี้ค่อนข้างมาก เพราะมีทั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายวรชัย ที่จะให้สภาพิจารณาในวันพุธนี้ (7 ส.ค.) ซึ่งเป็นวาระแรก รับร่างหลักการ ถัดไปอีก 1 สัปดาห์เป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ซึ่งเป็นวาระ 2 และวาระ 3 และถัดไปสัปดาห์ที่ 3 (21-22 ส.ค.) เป็นคิวของร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ยังดีที่ในสัปดาห์นี้ไม่มีปัจจัยต่างประเทศเข้ามากดดันมากนัก มีเพียงปัจจัยการเมืองในประเทศที่คงจะกดดันไปตลอดทั้งสัปดาห์หรืออาจจะทั้งเดือนนี้

ทั้งที่สัปดาห์นี้ผลประกอบการไตรมาส 2 จะเริ่มทยอยออกมาอย่างคึกคัก แต่เนื่องจากไตรมาส 2 เป็นช่วง Low Season ของหลายธุรกิจ (ยกเว้นธุรกิจสื่อโฆษณา) จึงอาจถูกประเด็นการเมืองกลบหมด แต่ดิฉันกลับให้น้ำหนักกับผลประกอบการครั้งนี้ค่อนข้างมาก เพราะจะเป็นตัวส่งสัญญาณว่าการบริโภคของประชาชน (มีน้ำหนัก 50% ของ GDP) ชะลอมากน้อยขนาดไหน และจะเป็นเหตุให้บรรดานักวิเคราะห์ต้องปรับประมาณการลงหรือไม่ ทั้งนี้ ผลสำรวจของนักวิเคราะห์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า EPS Growth ของทั้งตลาดในปีนี้จะขยายตัว 20% และเท่าที่นักวิเคราะห์ของเราลองประเมินอย่างระมัดระวังที่สุด ก็พบว่า EPS Growth ในปีนี้ไม่น่าจะโตต่ำกว่า 18% (ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ดีทีเดียว) หรือประมาณ 103 บาทต่อหุ้น และเมื่อคูณด้วย P/E 15 เท่า หมายความว่าดัชนีตลาดสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,550 จุด

หุ้นหลายกลุ่มแม้ว่าจะถูกปรับประมาณการกำไรลงมาแต่ก็ยังน่าสนใจ เช่น กลุ่มธนาคาร เฉพาะธนาคารขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะสามารถกระจายฐานลูกค้าและความเสี่ยงได้ดีกว่า ขณะที่ธนาคารขนาดเล็ก (เช่าซื้อ) ถูกกดดันทั้งจากคุณภาพสินเชื่อที่อ่อนแอลง เพราะมีพอร์ตรถที่ค่อนข้างมาก และอ่อนไหวกับการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศมากกว่า

ส่วนกลุ่มที่อาจถูกกระทบเมื่อการบริโภคของประชาชนชะลอตัว เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าหรือสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย (ROBINS) เพราะภาระในการผ่อนรถและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นย่อมกระทบผู้มีรายได้ระดับกลางล่าง กลุ่มโรงพยาบาลที่จะกระทบคือ BCH, VIBHA ขณะที่ BGH และ BH มีฐานลูกค้าอยู่ในตลาดบน ผลกระทบจึงน้อยกว่ามาก ส่วนหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่มีความเสี่ยงคือ CENTEL เพราะมีพอร์ตอาหารที่เป็น Light food (อาหารที่ไม่ใช่อาหารหลัก เช่น Beard Papa’s, Auntie Anne’s, Mister Donut) มากที่สุด

สำหรับกลุ่มที่อ่อนไหวที่สุดกับการเมืองคือกลุ่มบ้าน เพราะการชุมนุมหรือความรุนแรงต่างๆ ส่งผลกระทบต่อยอดขาย (Presales) ซึ่งยอดขายเหล่านี้จะกลายเป็นรายได้ของบริษัทในอนาคต เราจึงเห็นว่าทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง หุ้นกลุ่มบ้านจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกขายทิ้ง จนปัจจุบันกลุ่มนี้ซื้อขายที่ P/E 11 เท่า ถูกกว่าในช่วงปกติที่มี P/E 1314 เท่า แต่ก็ยังมีแรงขายอยู่ดี ในจำนวนผู้ประกอบการบ้านทั้งหมด QH (ราคาพื้นฐาน 5 บาท) เป็นหุ้นที่น่าสนใจที่สุดทั้งกำไรในไตรมาส 2 ที่ฟื้นโดดเด่นทั้ง QQ และ YY และ Backlog ในมือที่มีอยู่ก็สามารถรองรับรายได้ไปได้ถึงปี 2558 ขณะที่ยอดจองในปีนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกทำได้ถึง 63% ของเป้าทั้งปีแล้ว จึงน่าจะทำได้ตามเป้าได้ไม่ยาก

กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากทั้งในปีนี้และปีหน้า กลุ่มโรงแรมที่น่าสนใจ ได้แก่ MINT กลุ่มสนามบิน น่าสนใจเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำซึ่งเติบโตได้อีกมากจากการแย่งตลาดจากสายการบินปกติ ซึ่ง NOK มีกำไรโตสูงกว่า และราคาหุ้นถูกกว่า AAV ส่วนกลุ่มสนามบินมีเพียง AOT รายเดียวที่ผูกขาดในธุรกิจนี้ กำไรจึงเติบโตได้สูง แต่ราคาหุ้นก็สะท้อนกำไรข้างหน้าไปมากแล้วเช่นกัน หมายความว่าราคาหุ้นไม่ถูกแล้ว ต้องอาศัยจังหวะซื้อเมื่อหุ้นปรับฐาน

จากสถิติในช่วงที่การเมืองร้อนแรง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าหุ้นกลุ่มที่มักปลอดภัยจากการเมือง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก ค้าปลีก และพลังงาน ส่วนกลุ่มเสี่ยงมักได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร และไอซีที (แม้รายได้ของธุรกิจเป็น Defensive แต่เข้าใจว่าเป็นหุ้นที่มักอยู่ในพอร์ตของกองทุนในประเทศส่วนใหญ่ เมื่อกองทุนขาย กลุ่มนี้ก็ถูกขายไปด้วย)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท