
กองทุนดัชนีกับโอกาสการลงทุนต่างประเทศ
ทอม คีนัน หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF กลุ่มประเทศเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น จาก BlackRock บอกว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มักมี “อคติ” ที่จะชอบการลงทุนในประเทศของตัวเองมากกว่าที่จะกระจายการลงทุนออกไปต่างประเทศ ทั้งๆ ที่การลงทุนต่างประเทศมีโอกาสที่ดีกว่าในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวะเวลาแบบนี้ที่เงินลงทุนเริ่มไหลกลับไปประเทศที่พัฒนาแล้ว
ทอม คีนัน หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF กลุ่มประเทศเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น จาก BlackRock บอกว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มักมี “อคติ” ที่จะชอบการลงทุนในประเทศของตัวเองมากกว่าที่จะกระจายการลงทุนออกไปต่างประเทศ ทั้งๆ ที่การลงทุนต่างประเทศมีโอกาสที่ดีกว่าในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวะเวลาแบบนี้ที่เงินลงทุนเริ่มไหลกลับไปประเทศที่พัฒนาแล้ว
“เงินเริ่มไหลกลับไปตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่เดือน พ.ค.–มิ.ย.ที่ผ่านมา ในขณะที่เงินไหลออกจากตลาดกำลังพัฒนา เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวดีขึ้น และตลาดเกิดใหม่กำไรขึ้นมาสมควรแล้ว” ทอม กล่าว
แม้ว่าดัชนี S&P500 จะปรับเพิ่มขึ้นมามากแล้วนับจากต้นปี 2556 แต่ ทอม ยืนยันว่า “ยังสามารถลงทุนได้อยู่” เพราะเมื่อพิจารณาจากกำไรบริษัทจดทะเบียนใน S&P500 กับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนความน่าเชื่อถือ Baa ของสหรัฐอเมริกายังมีส่วนต่างอยู่ ซึ่งส่วนต่างนี้ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมีโอกาสที่จะโยกเงินจากตราสารหนี้เข้ามาตลาดหุ้นได้อีก
นอกจากนี้ การออกไปลงทุนต่างประเทศยังทำให้เราสามารถลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งบางธุรกิจก็ไม่มีในตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจการเงิน ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 37%
“ตลาดหุ้นไทยมีอุตสาหกรรมทางด้านไอทีน้อยมาก ในขณะที่ S&P500 มีหุ้นอย่าง APPLE และ Microsoft รวมทั้งหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจในระยะยาว” ทอม กล่าว พร้อมกับระบุว่าธุรกิจเหล่านี้แม้ว่าจะจดทะเบียนอยู่ในตลาดสหรัฐ แต่บริษัทเหล่านี้ฐานธุรกิจอยู่ทั่วโลก
ในขณะที่มีหุ้นไทยเพียง 20 บริษัทเท่านั้นที่อยู่ในดัชนี MSCI Global และเมื่อคำนวณจากมูลค่าตามราคาตลาดจะมีสัดส่วนเพียง 0.3% เท่านั้น โดยมีการทำธุรกิจที่กระจุกตัวอยู่ในประเทศสูงถึง 97.3%
ดังนั้น หากเรายังก้มหน้าก้มตาลงทุนแต่ในประเทศอย่างเดียว (ซึ่งไม่ใช่ผิด) ก็อาจจะทำให้ “พลาดโอกาส”
ทั้งนี้ ทอม แนะนำว่า หากนักลงทุนต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ควรเริ่มต้นด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี ซึ่งมีนโยบายการบริหารแบบ Passive Fund เพราะเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง Active Fund กับ Passive Fund ในระยะยาวแล้ว กองทุนแบบ Passive Fund จะชนะ Active Fund อย่างเห็นได้ชัด







