
ชูสุราษฎร์ฮับท่องเที่ยวสุขภาพ
ผู้บริหารราชภัฏสุราษฎร์หนุนจังหวัดเป็นฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ชี้มีศักยภาพด้านทำเล
ผู้บริหารราชภัฏสุราษฎร์หนุนจังหวัดเป็นฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ชี้มีศักยภาพด้านทำเล
นายประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในด้านทำเลที่ตั้งเหมาะสมที่จะผลักดันให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และยังสามารถเป็นศูนย์กลางการคมนาคมบริเวณภาคใต้ตอนบนได้ด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวทะเลฝั่งอ่าวไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ ในฐานะที่ มรส.เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน อีกทั้งยังมีวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว จึงพร้อมที่จะรับหน้าที่ผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อมารองรับการเติบโตนี้ รวมทั้งช่วยวางแผนให้การพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม
นายประโยชน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเกาะสมุยเต็มไปด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัตถุ ขณะที่ฟูลมูนปาร์ตี้บนเกาะพะงันไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และยังสร้างปัญหายาเสพติดตามมาด้วย เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวกำลังโหยหาการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ไม่ใช่เชิงวัตถุ ดังนั้น แผนแม่บทอาจต้องหันไปส่งเสริมเรื่องสปา อาหารฮาลาล หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่าง ทีปภาวันธรรมสถานของ อ.เกาะสมุย ซึ่งมีความยั่งยืนมากกว่า
“ศักยภาพในด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่จ.สุราษฎร์ธานีมีพร้อม เช่น เมืองไชยาก็มีประวัติเคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัยเมื่อกว่า 1,200 ปี เป็นบ้านเกิดของอริยะสงฆ์อย่างท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ มรส.จึงพร้อมที่จะทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกมารองรับ”นายประโยชน์ กล่าว
สำหรับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (จีพีพี) ของ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2549 มีมูลค่าสูงถึง 1.11 แสนล้านบาท แบ่งเป็นภาคเกษตร 3.95 หมื่นล้านบาท ภาคอุตสาหกรรม 1.91 หมื่นล้านบาท ภาคการขายส่งและค้าปลีก 1.04 หมื่นล้านบาท โรงแรมและภัตตาคาร 1.03 หมื่นล้านบาท ภาคการขนส่ง 4,795 ล้านบาท และอื่นๆ 2.75 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน รายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2549 อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวเกาะสมุยและหมู่เกาะใกล้เคียงประมาณ 1.5 ล้านคน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงเส้นทางการเดินทางทั้งทางเครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่จะขยายตัวจากการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558







