
การเมืองฉุดเศรษฐกิจ?
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งหมายถึง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่ 3 เขตของ กทม. มีผลตั้งแต่วันที่ 1-10 ส.ค.นี้ นัยที่รัฐบาลแจ้งในการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฉบับนี้ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันเหตุความรุนแรงจากชุมนุมใหญ่ทางการเมือง ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นปัจจัยทางการเมืองฉุดสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้วให้ยิ่งหนักกว่าเดิม
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งหมายถึง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่ 3 เขตของ กทม. มีผลตั้งแต่วันที่ 1-10 ส.ค.นี้ นัยที่รัฐบาลแจ้งในการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฉบับนี้ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันเหตุความรุนแรงจากชุมนุมใหญ่ทางการเมือง ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นปัจจัยทางการเมืองฉุดสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้วให้ยิ่งหนักกว่าเดิม
ในมุมมองของผม หากตัดประเด็นความคิดเห็นทางการเมืองออกไป โดยพิจารณาเฉพาะประเด็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งคงเกี่ยวกับด้านความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การค้าบริการ และนักลงทุนหากถามว่า มีความกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมา ปัจจัยด้านปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเป็นปัจจัยต้นๆ นอกเหนือจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก และปัจจัยด้านภัยธรรมชาติ ซึ่งภาคธุรกิจให้ความสำคัญ เพียงแต่บางช่วงเวลาจะให้ความสำคัญกับปัจจัยใดเป็นอันดับแรก
ความกังวลของภาคธุรกิจในขณะนี้ ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักเกี่ยวกับสภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก เพราะมีผลต่อประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในอัตราที่สูงมากถึงประมาณร้อยละ 125 ของ GDP เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงส่งผลต่อการส่งออกของประเทศ ซึ่งครึ่งปีแรกขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.95 และดูเหมือนยังไม่มีสัญญาณทางบวกจากประเทศคู่ค้า หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้การส่งออกของไทยทั้งปี จะขยายตัวได้ไม่เกินร้อยละ 2.5-3.0ผลกระทบต่อเนื่องที่มีก็ไปถึงรายได้ภาคเกษตร ซึ่งโดยรวมติดลบร้อยละ 2.2-2.7 ขณะเดียวกันตัวเลขการค้าปลีกก็ชะลอตัวลง ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศมีการชะลอตัวค่อนข้างมาก ซึ่งที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า ภาคเศรษฐกิจของไทยในครึ่งปีหลังจะมีความซบเซา
ความกังวลของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการจึงให้น้ำหนักไปทางเรื่องของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขณะที่ภาคประชาชนส่วนใหญ่ก็คงจะเกี่ยวข้องกับรายรับไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ส่วนประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมก็คงต้องมาติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะบอกว่าไม่มีผลต่อทางเศรษฐกิจทีเดียวคงไม่ใช่ สำหรับประเด็นที่มีข่าวเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคง จนถึงขนาดมีการย้ายเงินออกจากประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นเมื่อปลายสัปดาห์ถึงขั้นติดลบ และเป็นเหตุทำให้เงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่า(ร้อยละ 1.347) ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าเป็นผลจากการออก พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะทั้งภูมิภาคในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินสกุลหลักก็ล้วนมีการอ่อนค่าในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย ดูเหมือนเงินริงกิตของมาเลเซีย และเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียจะอ่อนค่ามากกว่าเงินบาทของไทยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันราคาหุ้นของตลาดที่สำคัญของโลกในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็อยู่ในแนวขาลง ทั้งตลาดนิวยอร์ก ตลาดนิกเกอิของญี่ปุ่น และตลาดฮั่งเส็งของฮ่องกง ซึ่งผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติมีความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของเฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐ
ในมุมมองของผมเห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งการออก พ.ร.บ.ความมั่นคงของรัฐบาล ถ้าจะกระทบความเชื่อมั่นก็คงอยู่ในวงจำกัด และอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ หากการชุมนุมไม่ยืดเยื้อและไม่มีความรุนแรง ก็ไม่น่ามีผลอะไรต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ การเมืองในประเทศไทยที่วุ่นวายต่อเนื่องกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปี “ได้สร้างภูมิคุ้มกัน” เพราะทั้งนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งผู้ประกอบการของไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยว ค่อนข้างมีความเคยชินกับ “กีฬาสี” และไทยเคยผ่านวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่จนถึงขั้นเผาศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ราชประสงค์ ซึ่งช่วงนั้นก็กระทบเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็ยังเติบโตได้ เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งวิตกจนเกินเหตุ เพราะแค่ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนก็เหนื่อยพอแล้ว...







