
ลดตราสารหนี้หาจังหวะเพิ่มหุ้น
การปรับพอร์ตการลงทุน โดยลดการถือครองตราสารหนี้ จากนั้นโยกเข้าหุ้นในตลาดหลัก โดยเฉพาะสหรัฐยังคงดำเนินต่อไป หลังสหรัฐมีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่ยูโรโซนเศรษฐกิจเริ่มหยุดทรุดตัว ส่วนญี่ปุ่นความเชื่อมั่นดีขึ้น
การปรับพอร์ตการลงทุน โดยลดการถือครองตราสารหนี้ จากนั้นโยกเข้าหุ้นในตลาดหลัก โดยเฉพาะสหรัฐยังคงดำเนินต่อไป หลังสหรัฐมีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่ยูโรโซนเศรษฐกิจเริ่มหยุดทรุดตัว ส่วนญี่ปุ่นความเชื่อมั่นดีขึ้น
พันธบัตรสหรัฐถูกขายทำกำไร ราคาร่วงจนดันบอนด์ยิลด์ 10 ปี ขึ้นมาที่ 2.7% จาก 1.78% เมื่อสิ้นปี 2555 และ 1.62% เมื่อสิ้น พ.ย. 2555 แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุดจะเพิ่มน้อยกว่าที่ตลาดคาด บอนด์ยิลด์ก็ถอยลงมาที่ 2.6% ยังคงเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหลักเดินสวนตราสารหนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเดินหน้าทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นยุโรปกลับขึ้นใกล้จุดสูงสุดในรอบ 5 ปี หลังนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเรื่องเฟดจะลดการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลด QE)
ผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุด ใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังเพื่อไม่ให้สร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน สรุปแล้วยังย้ำคำเดิมว่า การลด QE ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ความสนใจของตลาดจึงพุ่งเป้าไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
ขณะนี้ตลาดได้รับข่าวเฟดเตรียมลด QE ไปค่อนข้างมากแล้ว เห็นได้จากนักเศรษฐศาสตร์ครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มลด QE ในเดือน ก.ย. ที่เหลือเกือบทั้งหมดเชื่อว่าจะเริ่มลดก่อนสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางในยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) ส่งสัญญาณยืนยันจะกดดอกเบี้ยต่ำต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนและญี่ปุ่นยังอ่อนแอ ในส่วนของ BOJ จะทำ QE ต่อไปเดือนละ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นเวลา 2 ปี ครบโปรแกรมในเดือนเม.ย. 2558
จะเห็นได้ว่า ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดเริ่มฉีกออกจากของ ECB และ BOJ เป็นครั้งแรกในรอบไม่น้อยกว่า 5 ปี
ส่วนความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ตลาดก็ตอบรับไปมากแล้วเช่นกัน ขณะที่ตัวเลขภาคผลิตและบริการเดือนล่าสุดขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด
ขณะที่ความเสี่ยงภายนอกลดลง แต่ความเสี่ยงภายในกลับเพิ่มขึ้น หลังวิปรัฐเตรียมเข็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่การพิจารณาของสภา ในวันที่ 7 ส.ค. ฝ่ายที่เห็นต่างแสดงจุดยืนคัดค้านเต็มที่ รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ 3 เขต กทม. ในช่วงวันที่ 110 ส.ค.นี้
ด้านนายกฯ พยายามลดอุณหภูมิการเมือง ด้วยการเสนอตั้งสภาปฏิรูปการเมือง ดึงทุกฝ่ายร่วมหาทางออกให้ประเทศ แต่ดูจะไม่ค่อยมีสัญญาณตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม คงต้องติดตามดูกันต่อว่า การชุมนุมจะยืดเยื้อและรุนแรงแค่ไหน จะมีผลให้การลงทุนเมกะโปรเจกต์และงบประมาณปี 2557 ล่าช้ามากน้อยแค่ไหน
ระยะสั้น ความเสี่ยงการเมืองจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้น ตลาดหุ้นไทยอาจดูแย่กว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค แต่ตราบเท่าที่ไม่ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจระยะยาวเปลี่ยน ตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปจะวิ่งไล่ตามตลาดหุ้นในภูมิภาค เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา
การปรับฐานจากความเสี่ยงทางการเมือง จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนระยะยาวในการเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดีที่ทรุดแรงเกินปัจจัยพื้นฐานบริษัท
ตลาดหุ้นไทยแถว 1,420 จุด ถือว่าไม่แพง ค่าพี/อีอยู่ที่ 12.6 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2556 ขณะที่กำไรต่อหุ้นถูกคาดหมายว่าจะโตราว 17% ในปี 2556
ที่น่าห่วงคือ บอนด์ยิลด์ 10 ปี บ้านเราที่ไต่ขึ้นมาที่ 4.02% แล้ว บอนด์ยิลด์ 10 ปี เป็นตัวแทนอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free Rate) การไต่สูงขึ้นมากจะทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่การเมืองดูวุ่นวาย ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า อย่าลืมทบทวนผลประกอบการไตรมาส 2 หุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศ คงได้รับผลกระทบบ้างจากการบริโภคที่แผ่วลง อย่างไรก็ดี ปัจจัยหนุนระยะยาวยังอยู่ การปรับฐานราคาหุ้นจึงเป็นโอกาสของการทยอยซื้อ
ตลาดหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,400 จุด หากหลุดเสี่ยงจะลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมแถว 1,350 จุด หาจังหวะทยอยเก็บหุ้นพื้นฐานดีที่เทรดต่ำกว่ามูลค่าระยะยาว เช่น ADVANC, INTUCH, CPALL, BGH, JAS, BTS, CPN, HMPRO เป็นต้น







