
แห่ซื้อประกันรับสารพัดม็อบ
ขยายความคุ้มครองทุกรูปแบบจ่ายเพิ่มเติมจากภัยก่อการร้าย
ขยายความคุ้มครองทุกรูปแบบจ่ายเพิ่มเติมจากภัยก่อการร้าย
ประกันภัยไม่หวั่นม็อบ แบงก์ ห้างสรรพสินค้า ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม ครอบคลุมถึงเหตุทางการเมืองทุกแบบ
นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ที่เคยซื้อประกันภัยก่อการร้าย ได้ทำการซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม โดยขยายให้ครอบคลุมไปถึงความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทุกรูปแบบ เป็นการทำควบคู่ไปกับการเพิ่มทุนประกันให้สูงขึ้น แม้เบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นจากปกติอีก 1015% ก็ตาม
“ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมก็จะเป็นแบงก์และห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก ส่วนค่าเบี้ยจะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยก็ยังขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งอีกด้วย ซึ่งระยะหลังความเคลื่อนไหวทางการเมืองมีด้วยกันหลายรูปแบบ การขยายความคุ้มครองถึงเหตุการณ์การเมืองทั้งหมด จะทำให้การจ่ายเคลมสินไหมมีความชัดเจนมากขึ้น จะได้ไม่ต้องมานั่งตีความเหมือนกับเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2553 ที่คุ้มครองเฉพาะภัยก่อการร้าย” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อประกันภัยก่อการร้ายจะประกอบธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก ซึ่งหากเป็นลูกค้าใหม่ก็จะเป็นผู้ติดต่อขอซื้อมายังบริษัทประกันเอง เนื่องจากเกิดความกลัว แต่ถ้าเป็นลูกค้าเก่าส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา เพราะยังคงต่ออายุทุกปีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมีการขยายความคุ้มครองและขยายทุนประกันให้เพิ่มขึ้น ตามขนาดธุรกิจหรือสาขาที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไปนั้น ลูกค้าไม่ค่อยซื้อประกันภัยก่อการร้ายมากนัก เนื่องจากเบี้ยมีราคาสูง และโอกาสเกิดเหตุมีน้อย ซึ่งภัยก่อการร้ายทำให้บริษัทต้องตั้งสำรองสูง ดังนั้นงานส่วนใหญ่จึงส่งต่อให้บริษัทรับประกันภัยต่อต่างชาติ หรือรีอินชัวเรอส์ เป็นหลัก ซึ่งรีอินชัวเรอส์ยังมองว่าตลาดในไทยยังมีโอกาสขยายตัวสูง และเหตุการณ์ทางการเมืองน่าจะยังสามารถเจรจากันได้
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ยังคงเน้นเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นหลัก เพื่อให้ผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงผ่านรีอินชัวเรอส์ ซึ่งรายได้หลักยังมาจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ส่วนเรื่องการจ่ายค่าสินไหมจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่นั้น คาดว่าจะทำเสร็จสิ้นได้ในเดือน ต.ค.นี้ ดังนั้นคาดว่าสิ้นปีนี้ยังคงเติบโตได้ประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามเป้า







