
เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าอีก
ในสัปดาห์นี้ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.2031.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าสัปดาห์นี้อาจมีโอกาสอ่อนค่ามากขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ผลการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 00.25% และขนาดของการเข้าซื้อสินทรัพย์ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนที่ระดับเดิม โดยระบุว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมาย
ในสัปดาห์นี้ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.2031.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าสัปดาห์นี้อาจมีโอกาสอ่อนค่ามากขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ผลการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 00.25% และขนาดของการเข้าซื้อสินทรัพย์ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนที่ระดับเดิม โดยระบุว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมาย
นอกจากนี้ ตัวเลข GDP สำหรับไตรมาส 2 ของสหรัฐออกมาแข็งแกร่ง โดยขยายตัว 1.7% จากไตรมาสก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.0% รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค. ทั้งตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่สำรวจโดย ADP พุ่งขึ้น 2 แสนตำแหน่ง ตลอดจนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ISM) ที่ทะลุระดับ 50 ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวทางกิจกรรมการผลิต โดยอยู่ที่ระดับ 51.9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2554
การปรับตัวดีขึ้นของตัวเลขทั้งหมดดังกล่าวได้ช่วยสนับสนุนมุมมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ และตลาดเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ที่เฟดจะชะลอมาตรการ QE ในการประชุมครั้งต่อๆ ไป ค่าเงินบาทจึงอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าในสัปดาห์นี้
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมธนาคารกลางใหญ่ ได้แก่ เฟด อีซีบี และบีโออี โดยธนาคารกลางทั้งสามแห่งต่างคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ที่ระดับเดิม โดยอีซีบีตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% และนายมาริโอ ดรากี กล่าวว่า มีข้อบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนมากขึ้น ยูโรโซนรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) สำหรับเดือน ก.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือ 50 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554 โดยทะยานขึ้นสู่ระดับ 50.3 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตในไตรมาส 3 นอกจากนี้ ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของประเทศจีนได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ผลกำไรภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจากทางการเพิ่มขึ้นสู่ 50.3 ในเดือน ก.ค. สวนทางกับดัชนี PMI จากการสำรวจโดย HSBC/Markit อยู่ที่ระดับ 47.7
สำหรับภาวะของหุ้นกู้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกู้ตลาดแรกมีการเสนอขายกลุ่มลีสซิง อันดับเครดิต AAA อายุ 2 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท และอันดับเครดิต A+ อายุ 45 ปี รวม 3,000 ล้านบาท และหุ้นกู้กลุ่มอาหาร อันดับเครดิต AA อายุ 48 ปี รวม 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงหุ้นกู้ต่างประเทศสกุลเงินบาท อายุ 12 ปี จำนวน 2,000 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่
หุ้นกู้ตลาดรองที่มีปริมาณซื้อขายกันมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นกลุ่มอายุประมาณ 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันอยู่ในช่วง 3.20-3.22% ส่วนกลุ่มอายุประมาณ9-10 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันอยู่ในช่วง 5.18-5.20% และกลุ่มอายุประมาณ 34 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันอยู่ในช่วง 3.70-3.72%
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 31.05 โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.0531.42 เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าและอยู่ในกรอบที่กว้างกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 30.87-31.13 ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลง หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งได้ช่วยเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดขนาดมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ในอนาคต
นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศไทยดูไม่ดีนัก หลังจากที่ ธปท.ได้ออกรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มิ.ย. ที่แสดงให้เห็นถึงอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนตัวลง เช่น ดัชนี PII ที่ใช้วัดการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลง
ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงได้ส่งผลต่อการหดตัวของการส่งออก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะทำการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 2556 ลงจากเป้าหมายเดิมที่ 2.83.4% หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อใน 7 เดือนแรกของปีขยายตัวเพียง 2.60% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนเท่านั้น อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 31.38
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3273 และปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เงินยูโรได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จาก European Commission ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน แต่ปรับอ่อนค่าลงหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และเศรษฐกิจสหรัฐฯยังส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีซีบีมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม และยืนยันต่อตลาดว่าจะยังอยู่ในแนวโน้มที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ในขณะเดียวกันกิจกรรมการผลิตของยูโรโซนแสดงให้เห็นการขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 2ปีสะท้อนจากดัชนีPMIในเดือนก.ค. ณ วันศุกร์ ยูโร/ดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ 1.3210 (เวลาประมาณ 17.47 น.)
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 98.07 และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ97.56-99.85 ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในวันจันทร์เงินเยนปรับแข็งค่าแม้ว่าตัวเลขยอดการค้าปลีกขยายตัวน้อยกว่าคาด และการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว ในเดือน มิ.ย. ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้อมูลที่ออกมาก่อนหน้านี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่สดใสของญี่ปุ่นทั้งชัยชนะจากการเลือกตั้งวุฒิสภาของพรรคของชินโซ อาเบะ และการปรับตัวดีขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนมิ.ย. ในวันอังคารเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อยตอบสนองการปรับรีบาวด์ขึ้นในตลาดหุ้น Nikkei และนักลงทุนหันไปถือเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศผลการประชุมFOMC หลังจากนั้นเงินเยนปรับแข็งค่าหลังจากตัวเลขการเริ่มก่อสร้างบ้าน และคำสั่งซื้อเพื่อการก่อสร้างในญี่ปุ่น ยังขยายตัวและบ่งชี้มุมมองที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจ แต่เงินเยนปิดอ่อนค่าลงหลังจากที่เฟดตัดสินใจคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ที่ระดับเดิม ณ วันศุกร์ ดอลลาร์/เยน อยู่ที่ระดับ 99.81 (เวลาประมาณ 17.47 น.)







