
จุดหักเหของเศรษฐกิจไทย
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นที่มีการนำเสนอร้อนแรงที่สุดก็คือ การปรับประมาณการจีดีพี (GDP) ลง โดยอ้างอิงที่ชัดเจนก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการปรับลงจาก 5.1% มาสู่ 4.2% แปลง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจโตน้อยกว่าที่คาด เพราะฉะนั้นในแง่ของผู้กำหนดนโยบายนั้นก็คือ รัฐบาลน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อการพยุงไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งกรณีว่าการตามมุมมองเชิงทฤษฎีแนวคิดเศรษฐศาสตร์ก็ยังแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ กลุ่มหนึ่งเชื่อกันว่าไม่ควรเข้าไปแทรกแซงตลาด แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็เชื่อในการแทรกแซง ซึ่งในภาพใหญ่ถ้ามองให้ดีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการให้ภาพเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นที่มีการนำเสนอร้อนแรงที่สุดก็คือ การปรับประมาณการจีดีพี (GDP) ลง โดยอ้างอิงที่ชัดเจนก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการปรับลงจาก 5.1% มาสู่ 4.2% แปลง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจโตน้อยกว่าที่คาด เพราะฉะนั้นในแง่ของผู้กำหนดนโยบายนั้นก็คือ รัฐบาลน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อการพยุงไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งกรณีว่าการตามมุมมองเชิงทฤษฎีแนวคิดเศรษฐศาสตร์ก็ยังแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ กลุ่มหนึ่งเชื่อกันว่าไม่ควรเข้าไปแทรกแซงตลาด แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็เชื่อในการแทรกแซง ซึ่งในภาพใหญ่ถ้ามองให้ดีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการให้ภาพเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งถ้าย้อนให้ดูจะพบว่า การเริ่มต้นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มด้วยการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนก่อน โดยเฉพาะในระดับรากหญ้าด้วยการเพิ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท หรือการจำนำราคาพืชผลการเกษตร ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้การจับจ่ายของประชาชนเริ่มเกิดขึ้น
ซึ่งถ้าย้อนแนวคิด ส่วนประกอบของจีดีพีก็คือ C+I+G+(XM) (การบริโภค+การลงทุนภาคเอกชน+การลงทุนภาครัฐ+(ส่งออกนำเข้า) ก็จะพบว่า มีการกระตุ้นตัว C ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ในช่วงเวลานั้น X คือ ส่งออกเริ่มออกแรง เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากการอัดฉีดเงินของสหรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552 นั้นก็คือเหตุผลที่จีดีพีโตทั้งๆ เศรษฐกิจโลกผันผวน ต่อมาเราคงเห็นเรื่องของนโยบายเรื่องของรถคันแรก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ในวงการยานยนต์ ไม่ว่าผู้ผลิต ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องรายได้เพิ่มขึ้นและเกิดตัวทวีคูณมหาศาล ซึ่งจะเกิดในตัว I มาปัจจุบัน คงจะเห็นเรื่องของโครงการขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะเข้าสภา หรือแม้แต่โครงการน้ำ 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งนั้นก็คือการใช้ตัว G เหตุผลที่สำคัญก็คือ X หรือการส่งออกไม่สามารถที่จะทำได้
ในกรณีผิดพลาดการเตรียมพร้อมในแง่การใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย ซึ่งก็คือการลดภาษี ซึ่งเริ่มเห็นการเริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% มา 23% และล่าสุดคือ 20% ซึ่งแน่นอนกระแสข่าวล่าสุดก็คือ การลดภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งคาดกันว่ารัฐบาลจะเสียรายได้ 2.7 หมื่นล้านบาท แต่ตัวทวีคูณที่จะได้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจจะมากกว่านั้น
กรณีเปรียบเทียบแนวคิดดังกล่าวเป็นวิ่งผลัด 4 คูณ 100 คงจะมองได้ว่า ไม้ที่หนึ่ง คือการเพิ่มรายได้ ไม้ที่สอง เป็นการขยายตัวของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปัจจุบันอยู่ในช่วงไม้ที่สาม ในเรื่องของโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งกรณีสะดุดแผนการลดภาษีต้องเป็นยาแรงที่เป็นช่วยและต้องเร็ว
ประเด็นที่ต้องมาวิเคราะห์พิจารณาก็คือ การวิ่งผลัดครั้งนี้นักวิ่งจะวิ่งถึงเส้นชัยหรือไม่ การรับไม้ในรอบนี้ไม้จะหลุดมือหรือไม่ เพราะกรณีโครงการขนาดใหญ่สะดุด โอกาสที่ไม้ที่ 3 ในการวิ่งจะเกิดปัญหาขึ้น ก็ต้องสลับมือในการรับไม้โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังเรื่องการลดภาษีมากระตุ้นอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นนอกจากการเติบโตของจีดีพีจะน้อยลงแล้ว ความมั่นใจของประชาชนและคนส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นนั้นก็คือ ปัญหาของเสถียรภาพของรัฐบาลจะตามมา ตัวอย่างและสมมติฐานที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะมองได้ว่าช่วงเวลาปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อของการดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจและต้องยอมรับว่ามีโอกาสพลาดได้ และน่าจะบอกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดหักเหของเศรษฐกิจไทย แปลว่า การประเมินเศรษฐกิจไทยว่า อีก 12 ปีจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาปัจจุบัน
ส่วนสำหรับตลาดหุ้นไทยค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นการปรับตัวในขาลง และมีความเป็นไปได้ที่การปรับฐานนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเดือน แปลว่า เราจะไม่เห็น Set Index ปรับตัวสูงขึ้นได้แรงๆ และความเสี่ยงขาลงยังคงเปิด ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันจุดต่ำสุดได้ แต่สิ่งที่จะเป็นจุดสังเกตก็คือ เมื่อไรที่ปริมาณการซื้อขายเหลือเพียง 1 ใน 3 จากปกติ เช่น ปกติ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน เหลือไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน นั้นจะเป็นสัญญาณที่จะทำให้เกิดความน่าสนใจในการลงทุนอีกรอบหนึ่ง ช่วงเวลาปัจจุบันจึงน่าจะเป็นช่วงเวลาของการรอคอยมากกว่าการผลีผลามเข้าไปลงทุน







