posttoday
จับตาการลงทุนทั่วโลก

จับตาการลงทุนทั่วโลก

01 สิงหาคม 2556

หลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับการยุติมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ของสหรัฐ และเกิดการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุน จนทำให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงนั้น ขณะนี้ตลาดได้เริ่มคลายความกังวลต่อการยุติมาตรการ QE ของสหรัฐ และทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น โดยตลาดหุ้นในกลุ่ม Developed Market ได้ฟื้นตัวขึ้นแรงกว่า Emerging Market นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐที่ดัชนี S&P500 (+5%) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในเดือน ก.ค. ในขณะที่ดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan ปรับตัวขึ้น 3.6% ส่วนทองคำดีดกลับขึ้นมาแรง (+6%) หลังจากถูกเทขายอย่างหนักในเดือนก่อนหน้า

หลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับการยุติมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ของสหรัฐ และเกิดการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุน จนทำให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงนั้น ขณะนี้ตลาดได้เริ่มคลายความกังวลต่อการยุติมาตรการ QE ของสหรัฐ และทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น โดยตลาดหุ้นในกลุ่ม Developed Market ได้ฟื้นตัวขึ้นแรงกว่า Emerging Market นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐที่ดัชนี S&P500 (+5%) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในเดือน ก.ค. ในขณะที่ดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan ปรับตัวขึ้น 3.6% ส่วนทองคำดีดกลับขึ้นมาแรง (+6%) หลังจากถูกเทขายอย่างหนักในเดือนก่อนหน้า

การเคลื่อนย้ายของเงินทุนยังคงไหลออกจากตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ และไหลกลับเข้าในตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่ม Developed Market เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป สำหรับตลาดเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) เงินทุนเริ่มไหลกลับมาซื้ออีกครั้งในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ค. หลังจากที่ถูกเทขายไปในเดือนก่อนหน้า ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่มละตินอเมริกาเงินทุนยังไหลออกต่อเนื่อง

ภาพเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงเห็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงาน ส่วนเศรษฐกิจยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณการสิ้นสุดของเศรษฐกิจถดถอย หลังจากที่ดัชนีภาคการผลิต (PMI) ล่าสุด ในเดือน ก.ค. เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและกลับมาอยู่ในแดนบวก (ดัชนีสูงกว่า 50) เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในขณะที่เศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวมากกว่าที่คาด เนื่องจากแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เข้มงวด แต่เรายังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ 7.5% ส่วนเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ ผลมาจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ (จำนำข้าว รถคันแรก) ซึ่งหมดอายุลง

คาดการณ์กำไรผลกำไรของตลาดในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนกำไรของหุ้นในตลาด S&P500 ยังมีแนวโน้มทรงตัวและอาจมีการปรับขึ้น หลังรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 บริษัทส่วนใหญ่มีกำไรดีกว่าคาด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แม้ตลาดจะยังไม่มีปัจจัยบวกในระยะสั้น แต่เรายังคงเชื่อว่าหุ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจาก Valuation ที่ดูน่าสนใจกว่า เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น และยังคงแนะนำให้ Overweight ลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในตลาดที่กำไรมีความแข็งแกร่งและมีความเสี่ยงจะถูกปรับลดน้อย เช่น หุ้นสหรัฐ และหุ้นญี่ปุ่น

ในตลาดตราสารหนี้ เราเชื่อว่าทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยในสหรัฐที่เป็นขาลงมาตลอดตั้งแต่วิกฤต Subprime ในปี 2008 เริ่มกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เรายังคงแนะนำ Underweight ตราสารหนี้ และหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์แนะนำ Underweight เชื่อว่าราคาทองคำยังถูกกดดันจากการขึ้นของดอกเบี้ยในสหรัฐ ขณะที่ตลาดน้ำมันดิบยังอยู่ในภาวะ Oversupplied

สำหรับตลาดสหรัฐแนะนำซื้อลงทุน เนื่องจากการผลกำไรของดัชนี S&P500 ที่ดีกว่าที่คาดและมีโอกาสถูกปรับประมาณการกำไรของทั้งปีเพิ่มขึ้น ประกอบกับ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล น่าจะทำให้หุ้นในสหรัฐ Outperform ตลาดอื่นๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน โดยรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทในดัชนี S&P500 ซึ่งล่าสุดประกาศออกมาแล้วจำนวน 277 บริษัท มีจำนวน 202 บริษัทที่ผลกำไรออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งจากผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องเราเชื่อว่า นักวิเคราะห์อาจเริ่มมีการปรับประมาณการผลกำไรของดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้นในช่วงนี้

ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น เราเชื่อว่าในระยะยาวค่าเงินเยนจะยังมีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง เป็นปัจจัยผลักดันกำไรให้เติบโตในระดับสูง แนะนำให้ใช้โอกาสนี้เข้าซื้อหุ้นญี่ปุ่น หลังจากญี่ปุ่นเริ่มประกาศใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง อาทิ ยอดการปล่อยกู้ที่เริ่มส่งสัญญานการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปีนี้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี และมูลค่าการส่งออกฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง ด้านการลงทุนในประเทศมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง สัดส่วนหนี้ต่อทุนต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท