
‘SCC ปักธงบริษัทระดับโลกใน 100 ปีข้างหน้า’
โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง
วันที่ 8 ธ.ค.นี้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จะมีการดำเนินการครบรอบ 100 ปี กัปตันเรือใหญ่อย่าง “กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC ได้วางเป้าหมายว่า ภายในอีก 100 ปี บริษัทจะต้องเป็นบริษัทระดับโลก (Global Company) ที่ใครๆ ต้องรู้จัก เพราะนั่นเป็นผลจากที่บริษัทได้เริ่มสำรวจเส้นทางและล่องเรือในภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ปี 2547-2548 จากการมองว่าภูมิภาคอาเซียนนี้จะเป็นศูนย์กลางและตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคต
“จะเห็นได้ว่า SCC ได้เข้าไปลงทุนมาก่อนหลายปีจนเห็นแบรนด์สินค้าของบริษัทในประเทศเพื่อนบ้าน จนปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกของบริษัทครึ่งปีแรกที่ส่งไปกลุ่มอาเซียนได้เพิ่มขึ้น 9 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 4546% จากหลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3839% ขณะที่หลายบริษัทเพิ่งเริ่มบุกอาเซียนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา”
“กานต์” มองว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทมีการเติบโตได้เร็วอย่างหนึ่งคือ เราเน้นขยายการลงทุนในอาเซียนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุน การซื้อกิจการ การซื้อหุ้นจากพันธมิตรเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือ จากปี 2550 ถึงปัจจุบันบริษัทมีการซื้อกิจการแล้วทั้งหมด 21 การเจรจา หรือคิดเป็นทั้งหมด 57 บริษัท และจากนี้ไป SCC จะมีการเจรจาซื้อกิจการที่แอ็กทีฟมากขึ้น โดยปัจจุบันมีกระแสเงินสดที่พร้อมลงทุนทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติงบลงทุนทั้งหมด 2,150 ล้านบาท แบ่งเป็นกว่า 1,400 ล้านบาท สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าที่เพิ่มมูลค่า (HVA) ในโครงการผลิตแผ่นหินประดิษฐ์ขนาดใหญ่ของบริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย กำลังการผลิต 4 แสนตารางเมตรต่อปี ที่ จ.สระบุรี โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้กลางปี 2557 และกว่า 600 ล้านบาท ในการซื้อหุ้นบริษัทที่เคยร่วมทุนธุรกิจคอนกรีตซีแพคโมเนีย จาก Monier Group Service GmbH เป็น 100% จากเดิมถือ 75% ทั้งในกัมพูชา ลาว เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่ากระบวนการโอนสินทรัพย์จะแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.นี้
ซีอีโอปูนซิเมนต์ไทยยังให้มุมมองเพิ่มอีกว่า ปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญที่ต่างชาติจะใช้เป็นประตูเข้าสู่อาเซียน ล่าสุดเห็นทั้งกลุ่มทุนและฐานทุนสัญชาติญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก อย่างธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นที่เข้ามาขอซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา
อย่างไรก็ดี เขามองว่าเส้นทางที่บริษัทจะไปถึงเป้าหมายได้เพราะมีบทเรียนที่ยิ่งใหญ่เมื่อปี 2540 ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ว่า ต่อไปนี้บริษัทจะไม่มีการลงทุนที่เกินตัว ไม่ก่อหนี้ที่เกินความจำเป็น โดยมีนโยบายว่าอัตราการหนี้สินต่ออิบิตดาต้องไม่ให้เกิน 3 เท่า โดยปัจจุบันอยู่ที่ 2.5 เท่า และเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
สำหรับผลการดำเนินงาน SCC ปีนี้ บริษัทได้เพิ่มเป้ารายได้ปีเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 4.37 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่ 4.35 แสนล้านบาท แต่การเพิ่มเป้าหมายดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มเป้าที่ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มได้ถึง 4.4 แสนล้านบาท ทั้งหมดเพราะบริษัทมีการประเมินว่าเงินบาทจะมีการแข็งค่าอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ จากกรณีที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ปกติหากค่าเงินบาทที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อรายได้สุทธิต่างประเทศ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่เพราะบริษัทได้ดำเนินการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาท (เฮดจิง) เกือบ 75% ฉะนั้นผลกระทบที่ได้รับก็จะน้อยกว่านั้น
ขณะที่ภาพการส่งออกโดยรวมของบริษัทปีนี้ คาดว่ายังพอได้อยู่ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังได้ภาพการชะลอตัวจากเศรษฐกิจจีน แต่เชื่อว่าทางการจะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบมากขึ้น ขณะที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มดีขึ้น ส่วนยุโรปคาดว่าได้ผ่านจุดเลวร้ายไปหมดแล้ว แต่เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวบ้างตามที่หลายฝ่ายคาดว่าจะอยู่ที่ 4% จากเดิมคาดไว้ที่ 5%
“ภาพการส่งออกของอุตสาหกรรมโดยรวมก็น่าจะลดลง เห็นได้จากธุรกิจกลุ่มกระดาษของบริษัทที่มีรายได้ลดลง เนื่องจากไตรมาส 2 เห็นตัวเลขชัดเจนทั้งในผลิตภัณฑ์กระดาษเพื่อบรรจุภัณฑ์ (คราฟ) ที่ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งไปเพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์ในการส่งออกมีรายได้ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กระดาษขาวก็มีรายได้ลดลงถึง 3% แต่สัดส่วนการส่งออกโดยรวมของบริษัทในครึ่งปีแรกและคาดว่าครึ่งปีหลังจะคงสัดส่วนรายได้ส่งออกที่ 27% แต่ในเชิงรายได้ต้องรอดูสถานการณ์ จากครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้ส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 6%”
อย่างไรก็ดี ภาพรวมไตรมาส 3 คาดว่าผลการดำเนินงานปกติจะดีกว่าไตรมาส 2 ซึ่งไตรมาส 2 บริษัทมีการรับรู้รายได้จากการลงทุนเป็นจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 ดีขึ้น โดยรวมมาจากธุรกิจปิโตรเคมีเป็นหลักที่เริ่มอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไม่มีปัญหาขาดทุนจากสต๊อกเหมือนไตรมาส 2 ที่มีกว่า 800 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก SCC บริษัทมีรายได้ 2.15 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากปีก่อน 1.02 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซีเมนต์ และก่อสร้าง มีแต่ธุรกิจกระดาษที่รายได้ลดลงเพราะได้รับผลกระทบจากที่มีการส่งออกลดลง
ทั้งนี้ บริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปีนี้ทั้งหมด 6,600 ล้านบาท ในอัตรา 5.50 บาทต่อหุ้น
บริษัทประกาศผลกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกออกมาดีเกินคาด รวมถึงแนวโน้มในครึ่งปีหลังก็ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และภาพการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเห็นการเจริญรุ่งเรือง จึงไม่ประหลาดใจที่นักลงทุนจะกระโจนเข้าซื้อหุ้น SCC อย่างชัดเจนในช่วงบ่ายของวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งมาปิดที่ระดับสูงสุด 458 บาท บวก 14 บาท คิดเป็น 3.15%







