
ได้เวลาปฏิวัติOTOP
ได้เวลาปฏิวัติปัจจุบันการพัฒนาโครงการ OTOP ที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว เพราะมีผู้ประกอบการ OTOP ที่สามารถพัฒนาสินค้าสู่สากล มีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และผลิตได้จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังมีศักยภาพส่งออกตลาดต่างประเทศได้ในระยะยาว
ได้เวลาปฏิวัติปัจจุบันการพัฒนาโครงการ OTOP ที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว เพราะมีผู้ประกอบการ OTOP ที่สามารถพัฒนาสินค้าสู่สากล มีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และผลิตได้จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังมีศักยภาพส่งออกตลาดต่างประเทศได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ดาวเด่นดังกล่าวยังมีอยู่น้อย ไม่น่าจะเกิน 5% ของผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ปี 2555 ที่สูงถึง 71,739 ผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่แม้จะอนุรักษ์หรือสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง แต่ยังผลิตได้จำนวนน้อย เพราะมีขั้นตอนและกระบวนการผลิตยากและซับซ้อน เป็นงานหัตถกรรมประณีตศิลป์ ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต โดยไม่สามารถผลิตสินค้าที่เหมือนกันในปริมาณมากได้ และผลิตเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า เฉพาะกลุ่ม หรือยังเป็นกลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์มีคุณภาพระดับพื้นฐาน ซึ่งยังต้องการในการพัฒนาศักยภาพแทบทุกด้าน
แนวนโยบายในการพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP ที่ผ่านมา ก็ดูเสมือนว่าจะเข้าสู่ภาวะตีบตัน พายเรือวนอยู่ในอ่าง หนีไม่พ้นโครงการพื้นฐาน เช่น โครงการอบรมให้ความรู้ โครงการจัดตั้งศูนย์แสดง จำหน่าย และกระจายสินค้า โครงการ OTOP City เป็นต้น
ดังนั้น ภาครัฐจะต้องปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) เสียใหม่ โดยต้องทำความเข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกที่ว่า แนวโน้มการพัฒนาธุรกิจในปัจจุบันสามารถยกระดับธุรกิจท้องถิ่นไปสู่ตลาดสากลได้อย่างข้ามขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องพัฒนากันนานเป็น 20–30 ปี เพียงแต่รัฐบาลจะต้องปรับวิธีคิดจากการคิดเชิงแบบเส้นตรง (Static Thinking) ไปสู่การคิดแนวปฏิวัติเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Disruptive Thinking)
รัฐบาลจะต้องพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP เพื่อให้แต่ละชุมชนได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐบาลพร้อมที่จะช่วยเหลือทั้งในด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการ เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยนำเอาวัฒนธรรมความเป็นไทยที่เป็นจุดเด่นในระดับท้องถิ่น เพื่อยกระดับเข้าสู่เวทีโลก โดยอาศัยการดำเนินการอย่างมีแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan)
รัฐบาลจะต้องสร้างกลยุทธ์การพัฒนาในรูปแบบใหม่ๆ อาทิ การพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ OTOP ออกสู่ตลาดค่อนข้างมาก ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม โดดเด่นสะดุดตา หรือมีคุณลักษณะที่แปลกกว่า ก็จะได้เปรียบในการดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภค และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างจุดขายโดยนำไปเป็นของฝากหรือของที่ระลึก ที่สามารถสร้างความประทับใจระหว่างผู้ให้และผู้รับได้เป็นอย่างดี
การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท) รวมไปถึงการพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านร้าน “OTOP” ตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศ หรือการพัฒนาร้าน “OTOP” ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ประชาชนสัญจรเชื่อมผ่านไปยังแหล่งท่องเที่ยวและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งควรพัฒนาช่องทางการขายซื้อสินค้า OTOP ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงสินค้า OTOP อย่างหลากหลาย ประหยัดเวลา รวมทั้งสะดวกรวดเร็ว ซึ่งหากมีการวางระบบการชำระเงินและระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะสามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในสินค้า OTOP รวมถึงภาคธุรกิจให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นได้
ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนอย่างจริงจังในด้านการพัฒนาโครงการeCommerce เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การขนส่งสินค้า การประชาสัมพันธ์ การจำหน่าย และการรับชำระเงิน ซึ่งจะเอื้อต่อการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ OTOP เพื่อจะนำสินค้า OTOP มาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ระบบการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (eCommerce)และปัจจุบันควรพัฒนาในรูปแบบแอพพลิเคชันที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าจากทั่วประเทศค้นหาผลิตภัณฑ์ OTOP ได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถดาวน์โหลดและใช้งานฟรี
การพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน และสร้างการจ้างงานในชุมชนทั่วประเทศเท่านั้น ยังสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศด้วย และร่วมสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน







