
เอกชนไทยตื่นตัวเรียนรู้วัฒนธรรมประเทศอาเซียน
บริษัทหันติวเข้มพนักงาน เน้นรู้วัฒนธรรมเพื่อนบ้านรับกระแสประชาคมอาเซียน พม่ามาแรงสุด
บริษัทหันติวเข้มพนักงาน เน้นรู้วัฒนธรรมเพื่อนบ้านรับกระแสประชาคมอาเซียน พม่ามาแรงสุด
นายเทียมสูรย์ สิริศรีศักดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทจำนวนมากติดต่อให้สถาบันจัดหลักสูตรอบรมระยะสั้นแก่พนักงาน โดยเน้นเรื่องวัฒนธรรมของเพื่อนบ้าน เพื่อเตรียมรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งหลักสูตรเกี่ยวกับพม่ามาแรงที่สุด เพราะเอกชนสนใจอยากเข้าไปทำธุรกิจในพม่ากันมาก ทั้งเอกชนรายเล็ก และเอกชนรายใหญ่ โดยเฉพาะงานสายปิโตรเลียมและธุรกิจบริการด้านสาธารณสุขที่ต้องการรู้จักพม่าอย่างมาก
ทั้งนี้ ความเข้มข้นเนื้อหาการอบรมขึ้นอยู่กับความต้องการของบริษัท การอบรมจะใช้เวลาประมาณ 12 วัน บริษัทส่วนใหญ่ต้องการรู้ว่าเพื่อนบ้านมีนิสัยใจคออย่างไร มีความเชื่อและเคารพบูชาอะไรบ้าง สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่น หากจะซื้อของไปฝากคนพม่าที่เจรจาธุรกิจด้วย ควรซื้ออะไรไปให้จึงจะชอบ ซึ่งวิทยากรต้องมีประสบการณ์และเข้าใจประเทศนั้นๆ จริง รู้ลึกมากกว่าความรู้พื้นฐานที่หาได้จากที่อื่นๆ เช่น คนแต่ละกลุ่มในประเทศนั้นๆ เป็นอย่างไร แตกต่างอย่างไร
ขณะที่เรื่องภาษามีความต้องการน้อยกว่าเรื่องวัฒนธรรม เพราะบริษัทตระหนักดีว่าการเรียนเรื่องภาษาเพื่อนบ้านต้องใช้เวลา จึงต้องการเพียงระดับพื้นฐาน เช่น การทักทาย หรือประโยคที่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งสามารถแทรกเข้าไปในการอบรมเรื่องวัฒนธรรมได้ แต่ก็เริ่มมีผู้สนใจมาเรียนภาษาเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ต้องทำงานกับคนในประเทศเพื่อนบ้าน
ปัจจุบันสถาบันมีความพร้อมเรื่องเกี่ยวกับพม่า กัมพูชา เวียดนาม มลายู จีนและอินเดีย รวมถึงการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ และสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย หากมีความพร้อมมากขึ้นก็อาจขยายให้ครอบคลุมประเทศอาเซียนอื่นต่อไป
นอกจากนี้ สถาบันยังปรับการทำงานด้านวิจัยสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อร่วมให้ทางออกแก่สังคม และตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น จากอดีตที่ทำวิจัยแล้วไม่มีการนำไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์ โดยนักวิจัยต้องเลิกทำงานคนเดียว ต้องบูรณาการมากขึ้น ร่วมมือกับผู้ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้งานที่ออกมากว้างขึ้นและสามารถนำไปใช้ได้จริง
“การที่ภาคอุตสาหกรรมเดินเข้ามาหาสถาบัน สะท้อนว่าภาควิชาการตามไม่ทัน ไม่รู้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องการรู้เรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสร้างความเข้าใจเพื่อนบ้าน ขณะที่บริษัทภาคเอกชนขยับเร็ว เพราะต้องวางแผนธุรกิจให้ถูกต้อง และปรับทัศนคติของบุคลากรเพื่อเตรียมรับความเปลี่ยนแปลง” นายเทียมสูรย์ กล่าว







