posttoday
น้ำมันรั่วฉุดพีทีที Q3

น้ำมันรั่วฉุดพีทีที Q3

31 กรกฎาคม 2556

ราคาหุ้นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ร่วงลงติดต่อกัน 2 วัน ลดลง 4 บาท (5.7%) ปรับตัวลดลงมากกว่าตลาด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ลุกลามจากท่อรับน้ำมันดิบของบริษัทรั่วมาตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา

ราคาหุ้นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ร่วงลงติดต่อกัน 2 วัน ลดลง 4 บาท (5.7%) ปรับตัวลดลงมากกว่าตลาด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ลุกลามจากท่อรับน้ำมันดิบของบริษัทรั่วมาตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน คาดว่าผลกระทบที่ลุกลามแหล่งท่องเที่ยว กรณีเลวร้ายสุดจะฉุดกำไรบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ไตรมาส 3

บริษัทมีประกันภัยครอบคลุม PTTGC อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายจากเหตุน้ำมันรั่วที่เกิดขึ้น ทั้งส่วนท่อรับน้ำมันดิบชนิดยืดหยุ่นก่อนเข้าทุ่นรับน้ำมันดิบและค่าใช้จ่ายในการกำจัดคราบน้ำมันในทะเลและแนวชายฝั่ง ทั้งนี้ PTTGC แจ้งให้ทราบว่าบริษัททำประกันภัยความเสียหายที่เกิดจาก

ประการแรก ทรัพย์สินเสียหายและธุรกิจหยุดชะงัก

ประการที่สอง ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล

ประการที่สาม ประกันภัยความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม

ทั้งนี้ บริษัทยังไม่เปิดเผยประมาณการความเสียหายที่เกิดขึ้น

นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน คาดว่าเหตุน้ำมันรั่วจะไม่กระทบกำลังการผลิตแม้ระบบขนส่งน้ำมันยังไม่กลับมาใช้งานตามปกติ เนื่องจาก PTTGC มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบกว่า 2 ล้านบาร์เรล รองรับการผลิตได้อย่างน้อย 15 วัน

อย่างไรก็ตาม หากระบบท่อขนส่งน้ำมันไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ทัน จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ทันที แม้บริษัทจะมีประกันภัยในส่วน Business Interruption เนื่องจากมี First Deductible ที่ประกันไม่ต้องรับผิดชอบ 60 วันแรกของการเกิดเหตุกรณีแย่ที่สุดจะกระทบกำไร ไตรมาส 3 ปี 2556

“เราเชื่อว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วจะเริ่มทยอยรับรู้ในไตรมาส 3 แม้จะมีการทำประกันภัยไว้ทุกรูปแบบก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ PTTGC อาจจะใช้เวลาเรียกร้องค่าสินไหมโดยเฉพาะประกันภัยความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สามวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,500 ล้านบาท)”

แม้ว่ายังมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจปกติของ PTTGC ที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามค่าการกลั่นและความเสี่ยงในการรับรู้ ขาดทุนสต๊อกน้ำมันที่ลดลง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หากบริษัทไม่สามารถรับรู้ค่าประกันภัยได้ทัน จะมีผลกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2556 ที่คาดไว้ที่ 35,713 ล้านบาท

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คาดว่า PTTGC จะรายงานกําไรสุทธิรายไตรมาส 2 ต่ำที่สุด แต่คาดว่ากําไรสุทธิจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากส่วนต่างราคาสินค้าของธุรกิจโอเลฟินส์ที่อยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ราคาหุ้น PTTGC มีความเสี่ยงน้อยลงจากผู้ถือหุ้นต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ คาดว่า PTTGC จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2556 อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท จากประการแรก ยอดการผลิตที่ลดลงจากการปิดปรับปรุงโรงกลั่น (อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 63% ในไตรมาส 2/2556 เทียบกับ 101% ในไตรมาส 1/2556) โรงอะโรเมติกส์ (84% เทียบกับ 92%) และโรงโอเลฟินส์ (93% เทียบกับ 97%)

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คาดว่ากําไรสุทธิจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากส่วนต่างราคาสินค้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของธุรกิจโอเลฟินส์ ขณะที่คาดว่าส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์จะยังอยู่ในระดับสูง และคาดว่ายอดขายจะขยายตัวขึ้นจากไตรมาส 2 ในไตรมาส 3/2556 หลังการปิดปรับปรุงของโรงผลิตหลักเสร็จสิ้นลง

“เรายังมีมุมมองบวกกับภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2556 และคาดจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น”

ดังนั้น คงคําแนะนํา ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายที่ 95 บาท อิงด้วยสัดส่วนราคาต่อกำไรปี 2556 ที่ 12 เท่า

“เราคิดว่ากําไรสุทธิของ PTTGC จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนจากโครงการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ประกอบกับพอร์ตที่หลากหลายและต้นทุนวัตถุดิบที่ถูก” นักวิเคราะห์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน กล่าว

นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี คาดคาดการณ์กําไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2556 ของ PTTGC จะหดตัว 66%จากไตรมาสแรกและเป็นจุดต่ำสุดของปี เนื่องจากแรงกดดันของธุรกิจโรงกลั่นที่มีระดับการกลั่นลดลงจากแผนการปิดซ่อมบํารุงและค่าการกลั่นที่อ่อนตัวตามฤดูกาล

อย่างไรก็ดี ยังคงประมาณการกําไรสุทธิปี 2556 ขยายตัว 10% จากปี 2555 โดยคาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีวัตถุดิบที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งในช่วงที่เหลือของปี กอปรกับระดับการผลิตที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากปิดซ่อมบํารุงตามแผนงานที่ผ่านมาและการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่น จะช่วยหนุนให้ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2556ไตรมาส 4 ปี 2556 กลับมาขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ดังนั้นยังคงเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของ PTTGC จากกลยุทธ์ขยายกําลังการผลิต การรุกสู่ต่างประเทศ และการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นคงคําแนะนํา ซื้อ

ทั้งนี้ คงประมาณการกําไรสุทธิปี 2556 เท่ากับ 3,740 ล้านบาท (+10% จากปี 2555) โดยคาดว่ากําไรสุทธิในช่วงที่เหลือปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีวัตถุดิบที่แข็งแกร่ง (สัดส่วน EBITDA ของธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์คิดเป็น 73% ของทั้งหมด)

โดยนอกเหนือจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตขั้นปลายน้ำในช่วงไฮซีซั่นแล้ว ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนยังได้ผลบวกจากการเพิ่มขึ้นของโรงงาน PTA ขณะที่ไม่มีกําลังการผลิตพาราไซลีนใหม่เพิ่มขึ้นในตลาดเช่นเดียวกับเบนซีนที่ได้แรงหนุนจากการขยายตัวของการผลิต Styrene Monomer (SM) อย่างมากในประเทศจีน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกยังมีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่องจากประเทศจีน รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจในสหรัฐที่เริ่มเห็นการฟื้นตัว อาจหนุนให้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากทั่วโลกทยอยเพิ่มมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล