
เฮดจ์ฟันด์:สูงสุดคืนสู่ (ต่ำกว่า) สามัญ
เคยเขียนถึงความผิดพลาดของเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่ทำนายพลาดไปให้ความสำคัญกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำและน้ำมัน) มากกว่าตลาดหุ้น เพราะ “คิดไม่ถึง” ว่าหุ้นสหรัฐจะขึ้นได้เรื่อยๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว เนื่องจากไปสบประมาทมาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) ที่ทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และ “เงินร้อน” ส่วนใหญ่ก็ไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารหุ้นทั้งในสหรัฐและภูมิภาคอื่นๆ รอบโลก โดยเฉพาะเข้ามาในเอเชียบ้านเรา
เคยเขียนถึงความผิดพลาดของเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่ทำนายพลาดไปให้ความสำคัญกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำและน้ำมัน) มากกว่าตลาดหุ้น เพราะ “คิดไม่ถึง” ว่าหุ้นสหรัฐจะขึ้นได้เรื่อยๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว เนื่องจากไปสบประมาทมาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) ที่ทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และ “เงินร้อน” ส่วนใหญ่ก็ไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารหุ้นทั้งในสหรัฐและภูมิภาคอื่นๆ รอบโลก โดยเฉพาะเข้ามาในเอเชียบ้านเรา
พอเฮดจ์ฟันด์เริ่มไหวตัวว่า “ลงผิดตลาด” พร้อมกับการเทขายตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น ปรากฏสัญญาณยุติมาตรการ QE ทำให้เกิดกระแสเงินไหลออกจากตลาดหุ้น และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ลุ่มๆ ดอนๆ” อย่างที่เห็นๆ อยู่ในปัจจุบัน เฮดจ์ฟันด์ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ โดยผลตอบแทนปีนี้ประเมินว่าจะต่ำกว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของตลาด
เฮดจ์ฟันด์เคยรุ่งโรจน์มาในอดีต เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2492 หรือ 60 กว่าปีแล้ว แต่ที่รุ่งเรืองสุดๆ เริ่มจากคริสต์ทศวรรษที่ 1990 จนปัจจุบันมีเฮดจ์ฟันด์มากกว่า 10,000 กองทุนมีวงเงินภายใต้การบริหารของเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่า 70 ล้าน ๆ บาทใหญ่กว่าขนาดของเศรษฐกิจไทยหลายเท่า
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาสามารถทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าตลาดหุ้นโดยรวม และเคยแสดง “อิทธิฤทธิ์” ถล่มค่าเงินบาทจนยับเยินในปี 2540 และทำให้เศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศในเอเชียเข้าสู่ภาวะวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ธุรกิจและประชาชนประสบภาวะลำเค็ญไปทั่วภูมิภาค และเพิ่งฟื้นตัวกลับมาได้เมื่อไปกี่ปีที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้มักอ้างว่าทำธุรกรรมอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถทำให้ตลาดสะท้อนข้อมูลอย่างรอบด้านจากการวิเคราะห์ที่ “เหนือชั้น” ตลอดจนการคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดต่างๆ อย่างถูกจังหวะและถูกทิศทาง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนจนสามารถระดมเงินเพื่อการลงทุนเป็นจำนวนมาก
แต่ความจริงเฮดจ์ฟันด์ก็ไม่ได้มีความสามารถ“ขั้นเทพ” หรือเหนือกว่ากองทุนเพื่อการลงทุนอื่นๆแต่ประการใด เพียงแต่อาศัยความได้เปรียบที่เป็น “กองทุนส่วนบุคคล” หรือ Private Fund ที่ไม่ค่อยมีกฎระเบียบควบคุม ทำให้มีโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหรือกลยุทธ์ในการลงทุนที่ใช้ได้มากกว่าคนอื่น ทำให้สามารถระดมทุนได้มหาศาลจากเศรษฐีพันล้านหรือหมื่นล้านที่ “ไม่รู้จักพอ” หวังใช้ “เงินต่อเงิน” ให้รวยยิ่งขึ้นไปอีก ตลอดจนสามารถจูงใจให้คนฉลาดสุดๆ ประเภท “นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศ” หรือ Rocket Scientist มาทำงานให้ สร้างผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์เรียกเงินจากนักลงทุน และทำกำไรโดยการโจมตีเขตเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าและเนื่องจากขาดการควบคุมทำให้เฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ทำธุรกรรมที่เป็น “ความลับ”ซึ่งมักจะทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่สูง เป็นการ “เก็งกำไร” หรือ Speculation ขัดกับชื่อเฮดจ์ฟันด์ ที่หมายถึงกองทุนป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ยัง “เหิมเกริม”ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อขายที่ใช้ข้อมูลภายใน (Insiders’ Trading) เอาเปรียบนักลงทุนอื่นๆ
ทำให้คิดถึงแวดวงพระๆ บ้านเราที่มักมีพระกลุ่มหนึ่งที่ “อวดอุตริ” หรืออวดตัวว่าสามารถเข้าถึงสวรรค์ได้ แต่กลับต้อง “ลงนรก” ในที่สุด







