posttoday
เฮดจ์ฟันด์:สูงสุดคืนสู่ (ต่ำกว่า) สามัญ

เฮดจ์ฟันด์:สูงสุดคืนสู่ (ต่ำกว่า) สามัญ

31 กรกฎาคม 2556

เคยเขียนถึงความผิดพลาดของเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่ทำนายพลาดไปให้ความสำคัญกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำและน้ำมัน) มากกว่าตลาดหุ้น เพราะ “คิดไม่ถึง” ว่าหุ้นสหรัฐจะขึ้นได้เรื่อยๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว เนื่องจากไปสบประมาทมาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) ที่ทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และ “เงินร้อน” ส่วนใหญ่ก็ไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารหุ้นทั้งในสหรัฐและภูมิภาคอื่นๆ รอบโลก โดยเฉพาะเข้ามาในเอเชียบ้านเรา

เคยเขียนถึงความผิดพลาดของเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่ทำนายพลาดไปให้ความสำคัญกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำและน้ำมัน) มากกว่าตลาดหุ้น เพราะ “คิดไม่ถึง” ว่าหุ้นสหรัฐจะขึ้นได้เรื่อยๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว เนื่องจากไปสบประมาทมาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) ที่ทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และ “เงินร้อน” ส่วนใหญ่ก็ไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารหุ้นทั้งในสหรัฐและภูมิภาคอื่นๆ รอบโลก โดยเฉพาะเข้ามาในเอเชียบ้านเรา

พอเฮดจ์ฟันด์เริ่มไหวตัวว่า “ลงผิดตลาด” พร้อมกับการเทขายตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น ปรากฏสัญญาณยุติมาตรการ QE ทำให้เกิดกระแสเงินไหลออกจากตลาดหุ้น และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ลุ่มๆ ดอนๆ” อย่างที่เห็นๆ อยู่ในปัจจุบัน เฮดจ์ฟันด์ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ โดยผลตอบแทนปีนี้ประเมินว่าจะต่ำกว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของตลาด

เฮดจ์ฟันด์เคยรุ่งโรจน์มาในอดีต เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2492 หรือ 60 กว่าปีแล้ว แต่ที่รุ่งเรืองสุดๆ เริ่มจากคริสต์ทศวรรษที่ 1990 จนปัจจุบันมีเฮดจ์ฟันด์มากกว่า 10,000 กองทุนมีวงเงินภายใต้การบริหารของเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่า 70 ล้าน ๆ บาทใหญ่กว่าขนาดของเศรษฐกิจไทยหลายเท่า

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาสามารถทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าตลาดหุ้นโดยรวม และเคยแสดง “อิทธิฤทธิ์” ถล่มค่าเงินบาทจนยับเยินในปี 2540 และทำให้เศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศในเอเชียเข้าสู่ภาวะวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ธุรกิจและประชาชนประสบภาวะลำเค็ญไปทั่วภูมิภาค และเพิ่งฟื้นตัวกลับมาได้เมื่อไปกี่ปีที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้มักอ้างว่าทำธุรกรรมอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถทำให้ตลาดสะท้อนข้อมูลอย่างรอบด้านจากการวิเคราะห์ที่ “เหนือชั้น” ตลอดจนการคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดต่างๆ อย่างถูกจังหวะและถูกทิศทาง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนจนสามารถระดมเงินเพื่อการลงทุนเป็นจำนวนมาก

แต่ความจริงเฮดจ์ฟันด์ก็ไม่ได้มีความสามารถ“ขั้นเทพ” หรือเหนือกว่ากองทุนเพื่อการลงทุนอื่นๆแต่ประการใด เพียงแต่อาศัยความได้เปรียบที่เป็น “กองทุนส่วนบุคคล” หรือ Private Fund ที่ไม่ค่อยมีกฎระเบียบควบคุม ทำให้มีโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหรือกลยุทธ์ในการลงทุนที่ใช้ได้มากกว่าคนอื่น ทำให้สามารถระดมทุนได้มหาศาลจากเศรษฐีพันล้านหรือหมื่นล้านที่ “ไม่รู้จักพอ” หวังใช้ “เงินต่อเงิน” ให้รวยยิ่งขึ้นไปอีก ตลอดจนสามารถจูงใจให้คนฉลาดสุดๆ ประเภท “นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศ” หรือ Rocket Scientist มาทำงานให้ สร้างผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์เรียกเงินจากนักลงทุน และทำกำไรโดยการโจมตีเขตเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าและเนื่องจากขาดการควบคุมทำให้เฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ทำธุรกรรมที่เป็น “ความลับ”ซึ่งมักจะทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่สูง เป็นการ “เก็งกำไร” หรือ Speculation ขัดกับชื่อเฮดจ์ฟันด์ ที่หมายถึงกองทุนป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ยัง “เหิมเกริม”ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อขายที่ใช้ข้อมูลภายใน (Insiders’ Trading) เอาเปรียบนักลงทุนอื่นๆ

ทำให้คิดถึงแวดวงพระๆ บ้านเราที่มักมีพระกลุ่มหนึ่งที่ “อวดอุตริ” หรืออวดตัวว่าสามารถเข้าถึงสวรรค์ได้ แต่กลับต้อง “ลงนรก” ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ