
เร่งสำรวจนักลงทุน
หวังต่อยอดความเห็นพัฒนานิคมอุตฯไทยตั้งเป้าศักยภาพเทียบชั้นสิงคโปร์
หวังต่อยอดความเห็นพัฒนานิคมอุตฯไทยตั้งเป้าศักยภาพเทียบชั้นสิงคโปร์
กนอ.ร่อนใบสำรวจความเห็นนักธุรกิจ 10 ชาติอาเซียน ปั้นแผนพัฒนานิคมอุตฯ ดึงต่างชาติลงทุนเพิ่ม
นายพีระวัฒน์ รุ่งเรืองศรี รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ส่งแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นนักลงทุน นักธุรกิจ 10 ชาติในอาเซียน เพื่อสร้างแผนพัฒนาด้านนิคมอุตสาหกรรมไทยให้ตรงความต้องการของนักลงทุน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ความนิยมด้านการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ติดอันดับ 1 ใน 3 ชาติอาเซียน ภายใน 35 ปีนี้
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับอันดับการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดจัดอันดับไว้ การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้จะช่วยจัดอันดับความนิยมได้อย่างชัดเจน ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมจูล่ง ประเทศสิงคโปร์ เป็นนิคมที่ได้รับความนิยมลงทุนสูงสุดในปัจจุบัน เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานครบครัน
สำหรับแนวทางการส่งเสริมดังกล่าว รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งด้านระบบขนส่ง สาธารณูปโภค ปรับปรุงกฎหมายการขอใบอนุญาตลงทุนที่เรียบง่าย จัดตั้งศูนย์บริการ ครบวงจร (วันสต็อปเซอร์วิส) เช่น ออกใบอนุญาตชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทย
นอกจากนี้ ควรปรับปรุงป้ายบอกทางในนิคมอุตสาหกรรม เส้นทางสาธารณะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน รองรับการลงทุนที่จะเคลื่อนย้ายมายังอาเซียน รวมถึงเส้นทางเดินทางขนส่งสินค้าต้องมีความสะดวกปลอดภัย
“ประเทศเวียดนามมีเป้าหมายพัฒนา การนิคมอย่างชัดเจนว่า ต้องแข่งขันและแซงประเทศไทยให้ได้ จำเป็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนาและมีแผนรองรับให้ชัดเจน โดยปัจจุบันจุดแข็งของไทยคือเป็นประเทศที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม” นายพีระวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ แผนพัฒนายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมครั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น นิคมอมตะ นิคมมาบตาพุด ฯลฯ จะประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันแผนทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ด้านนายนำพล ลิ้มประเสริฐ ประธานคณะกรรมการความปลอดภัย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต้องบริหารจัดการธุรกิจให้มีผลกำไร การเป็นส่วนหนึ่งที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ควรสร้างจิตสำนึกที่จะดูแลอุปกรณ์ภายในโรงงานให้มีความปลอดภัย เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคม ซึ่งมองว่าการเปิดเออีซีทำให้ผู้ประกอบการเปิดมุมมองทางธุรกิจที่กว้างขึ้น สามารถกระจายการลงทุนได้ครอบคลุมกลุ่มประเทศอาเซียน







