
ต่างชาติขายหุ้นกู้เงินบาท
โพสต์ทูเดย์
— คลังไฟเขียว 5 สถาบันการเงินต่างชาติออกบาทบอนด์นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้อนุญาตให้นิติบุคคลต่างประเทศ รวม 5 ราย สามารถออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลเงินบาทในประเทศไทย ในช่วงเดือน เม.ย.
– ก.ย. 2553 ได้แก่ 1.Australia and New Zealand Banking Group Limited : ANZ 2.Deutsche Bank : DB 3.International Finance Corporation : IFC 4.The ExportImport Bank of Korea : KEXIM และ 5.The Bank of Nova Scotia : Scotiabank ซึ่งทั้ง 5 ราย สามารถดำเนินการออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลเงินบาทในประเทศไทยได้ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2553 ในวงเงินรายละไม่เกิน 4,000 ล้านบาท“
คลังพิจารณาอนุญาตให้ออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลเงินบาทในประเทศไทย ในช่วงเดือน เม.ย.– ก.ย. 2553 โดยได้พิจารณาถึงผลกระทบต่อการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนไทย รวมถึงโอกาสที่นักลงทุนในประเทศสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยแล้ว” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ขอสงวนสิทธิ์ที่จะระงับการอนุญาตในกรณีที่สถานภาพ หรือสถานะทางการเงินของผู้ที่ได้รับอนุญาต หรือเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตในรอบนี้และมีความประสงค์จะขออนุญาตในรอบถัดไปสามารถยื่นหนังสือแสดงความจำนงได้ในเดือน พ.ค. 2553
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การอนุมัติให้ต่างชาติออกพันธบัตรเงินบาทกู้เงินในประเทศ ไม่ส่งผลกระทบกับสภาพคล่องมากนัก สภาพคล่องในตลาดเงินยังมีเหลือ และในไตรมาส 2 ปัญหาการเมืองจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ชะลอการให้สินเชื่อ
สำหรับสภาพคล่องในตลาดเงินนั้น สิ้นไตรมาสแรกสภาพคล่องในตลาดเงินมีจำนวน 2.159 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43 หมื่นล้านบาท จาก 2.125 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน ก.พ. อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิในตลาดเงินระยะสั้น ขณะที่เงินสดและเงินลงทุนสุทธิในหลักทรัพย์ลดลง ในทิศทางที่สอดคล้องกัน สินทรัพย์สภาพคล่องในความหมายที่แคบลง คือ ไม่นับรวมเงินลงทุนสุทธิในหลักทรัพย์ หรือมาจากผลรวมเฉพาะเงินสดและเงินลงทุนสุทธิในตลาดเงินระยะสั้น มีจำนวน 8.06 แสนล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2553 เพิ่มขึ้นจำนวน 8.21 หมื่นล้านบาท จาก 7.24 แสนล้านบาท ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ธนาคารพาณิชย์คงจะปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินธุรกิจไปในแนวทางที่ระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับต่ำเป็นพิเศษในปัจจุบันสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อาจทำได้ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัดในปีนี้ หรือมีโอกาสสูงที่จังหวะการดำเนินการจะถูกเลื่อนเวลาออกไป ประกอบกับการขยายสินเชื่อซึ่งเป็นธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ที่มีโอกาสจะไม่เติบโตสูงเท่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ท้ายที่สุดแล้วคงจะส่งผลตามมาให้การแข่งขันในเชิงรุกโดยเฉพาะในด้านเงินฝากมีแนวโน้มจะไม่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัดจนกว่าความเสี่ยงทางการเมืองจะลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทยคงจะยังมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับต่ำต่อเนื่องต่อไปอย่างน้อยก็ในระยะอันใกล้







