posttoday
อินทรี VS มังกร

อินทรี VS มังกร

30 กรกฎาคม 2556

เมื่อพูดถึงอินทรีและมังกร สัตว์ทั้งสองชนิดดูจะมีอะไรคล้ายๆ กันอยู่หลายๆ อย่าง อาทิ ความสง่างาม ความยิ่งใหญ่ ความน่าเกรงขาม เป็นต้น และยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ อเมริกา และจีน ซึ่งทั้งสองประเทศดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผู้นำของโลกอย่างแท้จริง ทั้งสองประเทศยังแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ความเจริญทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงกีฬา และหนีไม่พ้นเรื่องของการลงทุนเช่นเดียวกัน

เมื่อพูดถึงอินทรีและมังกร สัตว์ทั้งสองชนิดดูจะมีอะไรคล้ายๆ กันอยู่หลายๆ อย่าง อาทิ ความสง่างาม ความยิ่งใหญ่ ความน่าเกรงขาม เป็นต้น และยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ อเมริกา และจีน ซึ่งทั้งสองประเทศดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผู้นำของโลกอย่างแท้จริง ทั้งสองประเทศยังแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ความเจริญทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงกีฬา และหนีไม่พ้นเรื่องของการลงทุนเช่นเดียวกัน

สำหรับนักลงทุนไทยบางส่วนคงพอได้สัมผัสหรือคุ้นเคยกันบ้างแล้วสำหรับการลงทุนในทั้งสองประเทศผ่านกองทุนรวม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 23 ปีหลังที่ผ่านมา มีกองทุนมากมายที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ของทั้งสองประเทศ ผมเลยอยากจะขยายความเพื่อให้เกิดความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นสำหรับนักลงทุนที่กำลังสนใจลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายดังกล่าว

เริ่มกันที่กองทุนรวมที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นอเมริกากันก่อน ปัจจุบันมีกองทุนดังกล่าวอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 13 กองทุน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 3,900 ล้านบาท (แบ่งเป็นกองทุนแบบปกติ 10 กองทุน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 3,500 ล้านบาท และ Trigger Fund 3 กองทุน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 400 ล้านบาท)

ขณะที่กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนมีประมาณ 25 กองทุน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 16,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นกองทุนแบบปกติ 13 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 10,000 ล้านบาท) และ Trigger Fund (11 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 5,600 ล้านบาท) และ ETF (1 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 248 ล้านบาท)

สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับกองทุนทั้งสองประเภทนโยบาย คือ จะเป็นการลงทุนแบบ Feeder Fund คือไปลงทุนต่อในหน่วยลงทุนของกองทุนแม่ (Master Fund) ในต่างประเทศอีกที่หนึ่ง และการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ก็ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 หลัก คือ Master Fund ที่บริหารแบบ Active และแบบ Passive

ซึ่งถ้า Master Fund ที่บริหารแบบ Passive ส่วนใหญ่จะเป็น ETF ที่ Track ผลตอบแทนของดัชนีต่างๆ โดยถ้าเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นอเมริกาก็จะเน้น Track ผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq ส่วนถ้าเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนก็จะ Track ผลตอบแทนของดัชนี Hang Seng China Enterprises Index เป็นหลัก ดังนั้นผลตอบแทนของการลงทุนดังกล่าวก็จะใกล้เคียงกับดัชนีนั้นๆ

ส่วน Master Fund ที่บริหารแบบ Active นั้นส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนของ บลจ. ที่มีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งก็จะไปลงทุนในกองทุน Master Fund ของบริษัทแม่ในต่างประเทศหรือไปเลือกลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในประเทศดังกล่าว และจะบริหารแบบ Active และอาจจะมี Benchmark แตกต่างกันไป แต่ก็คงยังเน้นลงทุนในหุ้นของประเทศดังกล่าว ดังนั้นผลตอบแทนอาจจะไม่ได้ขึ้นลงตามดัชนีหลัก ซึ่งตรงจุดนี้นักลงทุนต้องทำความเข้าใจให้ดีด้วยครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติม คือ เรื่องของนโยบายการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีนโยบายที่แตกต่างกันออกไป รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ (นโยบายกอง Master Fund, การป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน) ส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้นการศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ละเอียดก่อนการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้มาดูผลตอบแทนของกองทุนทั้งสองประเภทกัน ต้องยอมรับว่าในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐนั้นได้ปรับตัวขึ้นสูงเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าติดอันดับต้นๆ ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักของโลก โดยดัชนี S&P 500 สามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 18.21% นั้น ส่งผลให้กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นอเมริกาสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้กว่า 14.84% และสูงสุดถึง 21.53% และต่ำสุดที่ติดลบ 5.75% ขณะที่ผลตอบแทนระยะยาวย้อนหลัง 3 ปี กองทุนก็ยังสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 14.88% ต่อปี

ในทางกลับกัน ดัชนี CSI 300 และ Hang Seng China Enterprises ทำผลตอบแทนได้แย่ที่สุดติดอันดับท้ายๆ ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักของโลก โดยดัชนี CSI 300 ติดลบ 10.85% และ Hang Seng China Enterprises ติดลบ 14.49% และก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 7.6% แต่กองทุนที่ทำได้ดีที่สุดติดลบเพียง 1.04% ขณะที่แย่ที่สุดติดลบมากถึง 15.92% ขณะที่ผลตอบแทนระยะยาวย้อนหลัง 3 ปี กองทุนก็ยังย่ำแย่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบประมาณ 3.5% ต่อปี

มาถึงตรงนี้ต้องยอมรับว่า ถ้ามองกันในแง่ของความนิยมที่ได้รับจากนักลงทุนไทย กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนนั้นชนะขาดเนื่องจากมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่สูงกว่าอย่างมาก แต่ถ้ามองในแง่ของผลตอบแทน กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นอเมริกานั้นก็ชนะแบบขาดลอยเช่นเดียวกัน นักลงทุนที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุนทั้งสองประเภท สามารถดูได้ที่ www.morningstarthailand.com โดยใช้ฟังก์ชันจัดลำดับกองทุน และเลือกประเภทกองทุนแบ่งตามมอร์นิ่งสตาร์เป็น Global Equity หรือ Asia Pacific exJapan Equity

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท