
“ลาบราดอร์” ชูคุณภาพ-แตกต่างดึงดูดลูกค้าอาเซียน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
สินค้าประเภทต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปทำตลาดในอาเซียนได้ง่ายเหมือนสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ประกอบการจึงต้องผลิตสินค้าที่มีความแตกต่าง มีคุณภาพดี และเมื่อนั้นลูกค้าก็จะเดินเข้ามาหาเอง ซึ่งกลยุทธ์นี้สินค้าแบรนด์ “ลาบราดอร์” นำมาใช้จนประสบความสำเร็จ ส่งสินค้าไปสู่มือลูกค้าคนอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
เอนก กุลทวีทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทลาบราดอร์ เล่าว่า สินค้าของลาบราดอร์อยู่ในกลุ่มไลฟสไตล์ มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เริ่มขยายตลาดออกไปในตลาดอาเซียนมาตั้งแต่ 7 ปีก่อน โดยเริ่มจากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ตามมาด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายภายใต้แบรนด์สินค้าลาบราดอร์เอง
ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาและติดต่อขอนำสินค้าไปขาย โดยทางบริษัทไม่ได้ออกไปทำตลาดด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งจะพบกับลูกค้าในงานแสดงสินค้า และบางส่วนเดินเข้ามาติดต่อที่ร้านโดยตรง ทำให้ได้ผู้จัดจำหน่ายที่ชื่นชอบสินค้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เห็นว่าสินค้ามีความแตกต่างเท่านั้น
สำหรับสินค้าในกลุ่มนี้หากจะหาสินค้าทดแทนคงมีมากมาย แต่หากให้หาสินค้าที่มีการออกแบบใกล้เคียงกันคงไม่มีในตลาด ซึ่งจุดนี้ก็เป็นแนวทางการเลือกผู้จัดจำหน่ายเช่นเดียวกัน เพราะต้องการผู้ที่รักษาแบรนด์สินค้า รวมทั้งการทำธุรกิจของบริษัทไม่ได้คาดหวังผลกำไรมากมาย หากผู้จัดจำหน่ายคาดหวังว่าสินค้าจะช่วยทำให้เป็นธุรกิจที่ใหญ่โตได้ คงจะไม่ใช่แนวทางเดียวกัน และหาผู้จัดจำหน่ายต้องการให้แต่ละประเทศมีผู้แทนเพียงรายเดียวและค่อยๆ ขยายธุรกิจออกไป
ขณะนี้ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี แม้ว่าเริ่มทำธุรกิจกันมาไม่นาน หรือตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีนี้ แต่ลูกค้าสนใจที่จะเปิดร้านลาบราดอร์ในฟิลิปปินส์ เพราะสินค้าสามารถเปิดมุมมองใหม่ให้กับลูกค้าได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา
อย่างไรก็ตาม การค้าขายในอาเซียนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสินค้าไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนสินค้าอาหารที่เป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้าง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนี่ไม่ใช่สินค้าราคาถูก เมื่อนำไปวางขายแล้วสินค้าประเภทนี้จะมีราคาแพงกว่าสินค้าอื่นๆ ที่มาจากเมืองไทย ดังนั้นถ้าสินค้าไม่มีความแตกต่างคงขายได้ยาก เพราะลูกค้าก็มีทางเลือกมากเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันลูกค้าบางคนก็ไม่เชื่อว่าเป็นสินค้าจากเมืองไทยคิดว่าเป็นสินค้าจากประเทศอื่น
หากจะนำสินค้าไปขายในต่างประเทศคงจะขายได้แต่ในเมืองใหญ่หรือเมืองหลวง และช่วงแรกอาจเน้นไปในกลุ่มประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง ขณะเดียวกันสินค้าที่เป็นกลุ่มสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องใช้ระยะเวลาในการแนะนำสินค้าให้ลูกค้ารู้จัก การออกไปขยายตลาดในต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจากนี้ การทำงานกับผู้แทนจำหน่ายบางรายก็ทำงานด้วยยาก เพราะไม่ได้เจอกันบ่อย ติดต่อผ่านทางอีเมลหรือโทรศัพท์กันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้บางครั้งเกิดความไม่เข้าใจกัน และผู้แทนจำหน่ายบางรายไม่สนใจที่จะดูแลรักษาแบรนด์เท่าที่ควร
สุดท้ายเจ้าของร้านทิ้งท้ายว่า “การเตรียมพร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่มองว่าสิ่งที่ทำอยู่ทำได้ดีแล้วหรือยัง หากยังไม่ดีก็พัฒนาให้ดี เมื่อนั้นคนก็จะสนใจเข้ามาหาสินค้าจากเราเอง”







