
นโยบายบีโอไอ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรก โดยนักลงทุนต่างชาติ หรือเอฟดีไอ จำนวน 619 โครงการ มีมูลค่า 2.79 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย (ขณะที่การลงทุนจากนักลงทุนในประเทศมีมูลค่า 353,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรก โดยนักลงทุนต่างชาติ หรือเอฟดีไอ จำนวน 619 โครงการ มีมูลค่า 2.79 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย (ขณะที่การลงทุนจากนักลงทุนในประเทศมีมูลค่า 353,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ)
สำหรับนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ยังเป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลงทุนกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด รองลงมา จะเป็นนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ
ทั้งนี้ ทางบีโอไอประเมินว่า ครึ่งปีหลังการลงทุนของต่างชาติและของผู้ประกอบการในประเทศจะมีการชะลอตัวลงไม่มากเท่าครึ่งปีแรก เหตุผลสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน ซึ่งเดิมคาดว่าในปีนี้จะเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่อาจเข้ามาแทนที่นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น
ดูเหมือนว่าทางกระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอจะผิดหวังจากตัวเลขการขอรับการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ผมขอคิดกลับด้านจากบีโอไอ ว่า “ประเทศไทยไม่ควรที่จะใช้การตั้งเป้าหมายในการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยใช้เชิงปริมาณว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือไม่”
ประเทศไทยควรจะกลับมาใช้นโยบายการเลือกนักลงทุนและประเภทการลงทุนเชิงคุณภาพ โดยเน้นด้านอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและมีการใช้นวัตกรรมในการผลิต โดยเฉพาะด้านประหยัดพลังงานและการแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ฯลฯ เพื่อการเพิ่มมูลค่า
โดยเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยควรเปลี่ยนนโยบายการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ประการแรก แรงงานของไทยขาดแคลนไม่พอใช้และหายากอยู่แล้ว หากส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นเท่าไร ก็เท่ากับส่งเสริมให้เข้ามาแข่งกับผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมีความได้เปรียบ ทั้งด้านค่าจ้าง ความพร้อมของสถานประกอบการ และทำเลที่ตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตปริมณฑล ซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงานของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี
ประการที่ 2 หากต้องการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เพราะต้องการเงินสกุลแข็ง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทางรัฐบาลและ ธปท. ต่างบอกว่าสาเหตุที่บาทแข็งเพราะเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยมีมาก ถึงขนาดส่งเสริมให้มีการไปลงทุนในต่างประเทศ หรือชำระเงินกู้ต่างประเทศให้เร็วกว่ากำหนด หากการลงทุนจากต่างชาติมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งที่สุดก็ไปกระทบต่อการแข็งค่าของเงินบาท
ประการที่ 3 อุตสาหกรรมบางประเภท ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพดีอยู่แล้ว หากต่างชาติเข้ามามากบวกกับบีโอไอ ยังแถมสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะด้านภาษี ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าอุตสาหกรรมของคนไทย กลายเป็นไปแย่งตลาดทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย โดยบีโอไอควรมีการทบทวนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ โดยเน้นโครงการที่มีเทคโนโลยีสูง มีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ชัดเจน และต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของผู้ประกอบการไทย ไม่ควรมีการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ ซึ่งอาจเหมาะสมในช่วงอดีตที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันประเทศไทย การขาดแคลนแรงงานถึงขั้นเป็นวิกฤต อีกทั้งทรัพยากรธรรมชาติก็เริ่มมีจำกัด
บีโอไอควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็งและควรส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศให้มีความเป็นรูปธรรมมากกว่าในปัจจุบัน คิดใหม่ วางแผนใหม่ ก็คงไม่เสียหายอะไรนะครับ







