
ปิดจุดเสี่ยงส่งออก
น่าตกใจไม่น้อย เมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยครึ่งปีแรกปรากฏออกมาว่าขยายตัวไม่ถึง 1%
น่าตกใจไม่น้อย เมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยครึ่งปีแรกปรากฏออกมาว่าขยายตัวไม่ถึง 1% นับเป็นอัตราที่ต่ำจนน่าวิตก เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพิงการส่งออกซึ่งมีน้ำหนักถึง 70% ของจีดีพี
แน่นอนว่าขณะนี้ครึ่งปีเข้าไปแล้ว แต่การส่งออกดูเหมือนหลับไม่ยอมตื่น เพราะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่า 1.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเดือน มิ.ย. ก็หดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน คือ ติดลบ 3.38% ซึ่งนอกจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อช่วงต้นปีแล้ว ภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาในหลายประเทศคู่ค้าหลายประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ ต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ผนึกกันทุบภาคการส่งออกไทยเสียน่วม
แถมซ้ำเศรษฐกิจทรุด
จากตัวเลขการส่งออกที่เปิดเผยออกมา กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของการส่งออก รวม เป็นสินค้ากลุ่มที่การส่งออกหดตัวมาก โดยกุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลดลงถึง 45.6% ทั้งจากปัญหาโรคตายด่วนและความพยายามจะกีดกันจากผู้นำเข้าอย่างสหรัฐ ส่วนข้าวก็ลดลง 0.5% ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการรับจำนำของรัฐบาลที่ทำให้กลไกการค้าข้าวปั่นป่วน ส่วนยางพารายอดทรุดฮวบ 20.5% ตามเศรษฐกิจจีนที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ เช่นเดียวกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกลดวูบตามภาวะเศรษฐกิจโลก
เป็นผลมาจากเศรษฐกิจในประเทศจีนชะลอตัว ซึ่งจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ในขณะที่ประเทศคู่ค้าอื่นๆเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ซึ่งจากเดิมคาดว่าการส่งออกเดือนนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง และการส่งออกยังเจอภาวะเศรษฐกิจจีนซ้ำเติมนั้น ดังนั้น หากจะผลักดันการส่งออกให้เติบโตตามเป้าหมายเดิมที่ 7.5% จึงเป็นงานที่ยากลำบากยิ่งกว่าเข็นครกยักษ์ขึ้นภูเขา อย่างดีก็แค่ประคองรักษาอัตราการเติบโตไว้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ ราว 3% เท่านั้น
แต่ถึงจะหนักหนาสาหัสอย่างไร รัฐบาลก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเผชิญหน้าและแก้ปัญหาสำคัญนี้ได้ เพราะหากภาวะการส่งออกชะลอตัวยังยืดเยื้อต่อเนื่อง ความเสียหายก็จะลุกลามไปยังภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ลดการผลิตลง ส่งผลให้มีการปรับลดปริมาณการผลิตลง ซึ่งหมายถึง การลงทุนของภาคเอกชนก็จะหดตัวตามไปด้วย และจะกระทบเป็นโดมิโนต่อการบริโภคของประชาชนและภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในที่สุด
การที่นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งให้เร่งขยายการค้าภาคบริการและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อชดเชยกับการส่งออกที่ซวนเซนั้น แม้อาจจะช่วยสร้างรายได้เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เนื่องจากดังที่กล่าวไปแล้วว่าภาคการส่งออกมีน้ำหนักมากถึงเกือบ 3 ใน 4 ของจีดีพี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตโดยปราศจากเฟืองจักรสำคัญอย่างการส่งออก
และแม้ว่าการส่งออกจะเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่จำเป็นที่รัฐบาลต้องมีบทบาทเป็นผู้นำ ทั้งการเปิดตลาด การแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ และแก้ปัญหารายสินค้าอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมประสิทธิภาพผู้ประกอบการ ซึ่งน่าคิดว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการตามบทบาทนี้เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง
โดยสินค้ากุ้ง ส่งออกลดลง
รายละเอียดการส่งออกมิ.ย. เป็นการลดลงในหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร 7.1% จากการลดลงของข้าว 0.5% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป 13% หมวดสินค้าอุสาหกรรมลดลง 3.8% จากการลดลงของเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 11.6% เครื่องใช้ไฟฟ้า 6.1% เป็นต้น ส่วนการส่งออกรายตลาดนั้น ตลาดหลัก ลดลง 8.4% จากการลดลงของญี่ปุ่น 11.9% สหรัฐฯ 9.4% สหภาพยุโรป 2.4% ตลาดศักยภาพสูง ลดลง 0.1% จากการลดลงของจีน 16.7% เป็นต้น
รัฐบาลจึงน่าจะพิจารณาเพื่อแก้ปัญหารายสินค้าอย่างเป็นระบบ
รัฐบาล
ที่สำคัญ การส่งออกผูกดยงอย่างแยกไม่ออกกับภาคเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยเป็นสินค้าเกษตรและอุคสาหกรรมการเษตรกว่า
&<2288;
ตัวเลขการส่งออกมิ.ย. 2556 มีมูลค่า1.90 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.38% เทียบกับมิ.ย. 2555 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 2.10 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.01 ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ามิ.ย. 2556 มูลค่า 1,915 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ การส่งออกช่วง 6 เดือน (ม.ค.มิ.ย.) 2556 มี เพิ่มขึ้น 0.95% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ส่วนการนำเข้า 6 เดือนมีมูลค่า 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.32% โดยไทยขาดดุลการค้าช่วง 6 เดือน มูลค่า 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ประเทศไทย
การบริโภคภายในประเทศ ที่รวมถึงการท่องเที่ยว การลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ
ส่งออกมิ.ย.ลบ 3.38% เหตุเศรษฐกิจจีนทรุด ทำครึ่งปีแรกส่งออกโตแค่ 0.95% “พาณิชย์” รับปี 56 ส่งออกไม่ถึงเป้า 7.5% แต่มั่นใจส่งออกโตเกิน 36.5% เตรียมทบทวนเป้าหมายใหม่อีก 2 เดือน
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า
ทั้งนี้ การส่งออกที่ปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้ตัวเลขการส่งออกทั้งปี 2556 ขยายตัวตามเป้าหมาย 7.5% คงเป็นไปได้ยาก เพราะต้องผลักดันให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังทุกเดือนต้องมีการส่งออกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป ดังนั้นคงต้องมีการทบทวนเป้าหมายตัวเลขการส่งออกปีนี้อีกครั้ง โดยการส่งออกอาจขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 3% ก็เป็นไปได้ แต่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่าน่าจะโตได้ถึง 66.5% คงต้องดูตัวเลขอีกครั้งว่าจะปรับลดลงเหลือเท่าไร
++นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากการสอบถามสถานการณ์ส่งออกรายตลาดจากผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เบื้องต้นตัวเลขการส่งออกปี 2556 อาจขยายตัวต่ำกว่า 7% เล็กน้อย โดยคาดว่าการส่งออกยังขยายตัวได้ในระดับ 6.5% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่สูงกว่าหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆประเมินว่าการส่งออกไทยจะโตในระดับ 5% และจะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วง 2 เดือนหลังจากนี้
++“กรมจะพยายามผลักดันการส่งออกทุกอย่าง มีแผนพิเศษที่จะบุกตลาดส่งออกให้หนักว่าเดิม โดยใช้มาตรการให้เข้าถึงตัวผู้ซื้อให้มากที่สุด ควบคู่กับการนำสินค้าภาคบริการไปบุกตลาดด้วย” นางศรีรัตน์ กล่าว
++สำหรับเศรษฐกิจจีนที่มีปัญหา กรมจะพยายามให้กลุ่มสินค้าส่งออกกระจายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่น เหมือนที่กรมเคยดำเนินการในช่วงที่เศรษฐกิจตลาดหลักมีปัญหา ก็พยายามเร่งหาตลาดใหม่มาทดแทน เพราะหากส่งออกสินค้ากระจุกตัวอยู่เพียงตลาดใดตลาดหนึ่ง เมื่อตลาดนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจ การส่งออกไทยก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ส่วนปัญหาการขาดดุลการค้าที่สูงมากนั้น มีความกังวลในเรื่องของการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตในไทย ดังนั้นอุตสาหกรรมก็ควรเร่งปรับตัว
++รายละเอียดการส่งออกมิ.ย. เป็นการลดลงในหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร 7.1% จากการลดลงของข้าว 0.5% ยางพารา 20.5% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป 45.6% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป 13% หมวดสินค้าอุสาหกรรมลดลง 3.8% จากการลดลงของเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 11.6% เครื่องใช้ไฟฟ้า 6.1% เป็นต้น ส่วนการส่งออกรายตลาดนั้น ตลาดหลัก ลดลง 8.4% จากการลดลงของญี่ปุ่น 11.9% สหรัฐฯ 9.4% สหภาพยุโรป 2.4% ตลาดศักยภาพสูง ลดลง 0.1% จากการลดลงของจีน 16.7% เป็นต้น







