
เพื่อนบ้านมองไทย ทั้งรักทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น
ที่ผ่านมาเรามักพูดถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเพื่อนบ้าน แต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเพื่อนบ้านรู้สึกกับไทยอย่างไร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ที่ผ่านมาเรามักพูดถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเพื่อนบ้าน แต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเพื่อนบ้านรู้สึกกับไทยอย่างไร
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ต่อยอดงานวิจัยเพื่อให้เข้าใจมุมมองเพื่อนบ้านต่อไทย ซึ่งมีหลากหลายความรู้สึก ทั้งรักทั้งชัง หวานและขมขื่น
จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอมุมมองของมาเลเซียในงานสัมมนา “รู้เขา รู้เรา : ทางรอดไทย ทางรอดอาเซียน” ว่า การกำหนดพรมแดนแห่งรัฐทำให้คนเชื้อสายมลายูไม่น้อยกลายเป็นพลเมืองไทย บางส่วนของคนเชื้อสายไทยกลายเป็นพลเมืองมาเลเซียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนสองกลุ่มนี้จึงแตกต่างกับคนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่คล้ายกับเพื่อนบ้าน
น่าสนใจว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยมักถูกนำไปใช้ในทางบวก ส่วนเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ของคนไทยเชื้อสายมลายูถูกนำไปใช้ในเชิงลบ เนื่องจากคนไทยเชื้อสายมลายูถูกปลูกฝังให้มองเชิงลบ สถาบันครอบครัวไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตัวเอง และการศึกษาเน้นสอนประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ไม่ลงรอยกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมลายู ขณะที่คนมาเลเซียเชื้อสายไทยเป็นไปในทางบวก เพราะถูกขัดเกลาให้เติบโตมาด้วยความเข้าใจชาติพันธุ์ของตน และมาเลเซียมองว่าไทยยังไม่ได้เป็นพหุสังคมอย่างแท้จริง
มนธิรา ราโท รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันเอเชียศึกษา เล่าว่า ที่ผ่านมาเวียดนามมองไทยเป็นประเทศในระดับเดียวกัน ต่อมาในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ไทยจึงมีสถานะเป็นโซ่ต่อออกไปสู่โลกภายนอกในการรวบรวมสรรพกำลังต่อสู้เพื่อเอกราช พอช่วงสงครามเวียดนามมองไทยว่าเป็นลูกไล่ของจักรวรรดินิยมอเมริกา และไทยมักจะถูกกันออกมาอยู่คนละข้างกับเวียดนาม กัมพูชา และลาว จนกระทั่งยุคหลังปฏิรูปเศรษฐกิจเวียดนามจึงเปิดรับประเทศอื่นๆ
แต่ปัจจุบันเวียดนามไม่ได้มองไทยเป็นศัตรู หากแต่มองเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และมาตรวัดระดับการพัฒนาประเทศ เวียดนามสนใจไทยเกือบทุกด้าน เห็นได้จากหัวข้อข่าวบนหนังสือพิมพ์เวียดนามที่มีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้และการส่งออกข้าว ซึ่งเป็นเรื่องที่เวียดนามให้ความสำคัญ
ด้าน ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา ชี้ว่า คนพม่าใช้ 3 ช่องทางในการทำความเข้าใจไทย คือ 1.ช่องทางโดยรัฐที่มีส่วนกำหนดภาพลักษณ์ของไทย เช่น ตำราเรียน สื่อรัฐบาล เพราะในอดีตพม่าเป็นสังคมปิด 2.ช่องทางจากสื่อนอกประเทศและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจำกัด และ 3.เครือข่ายสังคมผ่านประสบการณ์ตรง ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ความเห็นของคนพม่าต่อไทยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.แรงงานพม่าที่จะรู้จักไทยค่อนข้างจำกัดผ่านสื่อทีวี นายจ้างและเพื่อนร่วมงาน เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน 2.นักศึกษาพม่าเข้าถึงสื่อหลากหลายกว่า แต่มีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยน้อย ชอบรวมกลุ่มกันเอง และ 3.นักธุรกิจและประชาชนชายแดน กลุ่มนี้รู้จักไทยมากสุด เพราะตั้งรกรากถาวรและได้รับผลกระทบต่อชีวิตโดยตรง
ในสายตาคนพม่า ไทยมีภาพลักษณ์เป็นแหล่งเศรษฐกิจและหางานทำ เป็นแหล่งวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว อาหารการกิน มารยาทที่ดี ภาพการเป็นแหล่งบริการด้านสุขภาพและการศึกษา ภาพการเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและหุ้นส่วนพัฒนาเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์การเป็นแหล่งที่มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นภาพแย่ๆ ที่ส่งผลต่อประเทศ
กรณีของลาว อดิศร เสมแย้ม นักวิจัย มองว่า ไทยมักมองเพื่อนบ้านว่าคิดเหมือนตัวเอง ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และแม้ภาษาลาวจะคล้ายไทย แต่ก็ก่อปัญหาได้หากไม่เข้าใจถ่องแท้ นอกจากนี้ ยังมีประวัติศาสตร์บาดแผลที่ทำให้การรับรู้ของไทยและลาวเป็นคนละชุดกัน
ธีระ นุชเปี่ยม ที่ปรึกษาศูนย์แม่โขงศึกษา แนะว่า เมื่อจะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเราต้องลดๆ อคติทางเชื้อชาติลง รวมถึงปมเขื่องที่ว่าไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่สร้างสรรค์ และทำให้มองตัวเองเหนือคนอื่น ถึงเวลาที่เราต้องปรับมุมมองและเรียนรู้เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะออกไปท่องเที่ยวให้เห็นสิ่งที่เป็นจริง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด







