
เตือนต้นทุนSMEมาเลย์พุ่ง
แบงก์หวั่นผลกระทบกฎบาเซิล3หนัก รายย่อยอิเหนาหันพึ่งเงินไมโครไฟแนนซ์
แบงก์หวั่นผลกระทบกฎบาเซิล3หนัก รายย่อยอิเหนาหันพึ่งเงินไมโครไฟแนนซ์
แบงก์มาเลเซียเตือนกฎบาเซิล 3 อาจดันต้นทุนกู้ยืมเอสเอ็มอีพุ่ง ด้านรายย่อยอินโดนีเซียเลิกพึ่งธนาคาร
เว็บไซต์ เดอะ สตาร์ ออนไลน์ รายงานอ้างผู้บริหารของธนาคารเมย์แบงก์ ที่ออกโรงเตือนว่าบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในมาเลเซีย จะประสบกับภาวะต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงการเข้าถึงแหล่งทุนได้ยากขึ้น เนื่องจากผลกระทบของมาตรฐานการกำกับสถาบันการเงินฉบับที่ 3 ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (บาเซิล 3) ที่เข้มงวดมากขึ้น หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกในปี 2551
จอห์น ลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงของธนาคารเมย์แบงก์ กล่าวว่า ภายใต้กฎบาเซิล 3 ที่เพิ่งบังคับใช้ในปีนี้นั้น ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จำเป็นต้องมีทุนสำรองและสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ธนาคารมีต้นทุนที่สูงขึ้นกว่าเดิม และกำลังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า ธนาคารจะแบกรับเอาไว้เองหรือจะกระจายไปยังลูกค้าแทน
“จากมุมมองของเมย์แบงก์ เราต้องการสร้างความมั่นใจว่า เราจะยังคงปล่อยกู้ให้กลุ่มเอสเอ็มอีต่อไป กระแสเงินทุนและเครดิตในระบบนั้นจะยังคงหมุนเวียนต่อไป” ลี กล่าว
ผู้บริหารของเมย์แบงก์ ระบุด้วยว่า ผลกระทบจากกฎบาเซิล 3 นั้น อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจบางแห่งต้องหันไปหาแหล่งเงินกู้อื่นนอกจากธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารเงาต่างๆ อย่างไรก็ดี ลี ย้ำว่าภาคธนาคารในมาเลเซียนั้นยังแข็งแกร่งดีพอ
ทางด้านหนังสือพิมพ์จาการ์ตา โกลบ รายงานว่า บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดไมโคร ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (เอ็มเอสเอ็มอี) ในอินโดนีเซีย กำลังหันหน้าเข้าสู่เงินกู้แบบไมโครไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อเงินกู้เพื่อคนยากไร้กันมากขึ้น รวมไปถึงแหล่งเงินกู้นอกระบบ แม้ว่าจะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินกู้ธนาคารถึงเกือบ 20% ก็ตาม เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต่างปฏิเสธที่จะปล่อยกู้ให้คนกลุ่มนี้
รายงานระบุว่า แม้เศรษฐกิจของแดนอิเหนากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วบนการเติบโตของชนชั้นกลาง ทว่าจากตัวเลขของธนาคารโลกกลับพบว่า ครัวเรือนเกือบครึ่งหนึ่งกลับยังคงอยู่ในฐานะยากจน และทำให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยกู้ให้กับชาวอินโดนีเซียกว่า 10 ล้านคนทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งมีแรงงานนอกระบบมากถึง 92% ของแรงงานในประเทศ







