
'เนเปียร์' พืชเศรษฐกิจตัวใหม่
จากวิกฤตราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความพยายามคิดค้นหาพลังงานทดแทนขึ้นมาแทนที่ และก็ค้นพบว่า “หญ้าเนเปียร์” เป็นพืชพลังงาน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
จากวิกฤตราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความพยายามคิดค้นหาพลังงานทดแทนขึ้นมาแทนที่ และก็ค้นพบว่า “หญ้าเนเปียร์” เป็นพืชพลังงานตัวล่าสุดที่พบว่ามีการให้ก๊าซมีเทนในอัตราที่สูง นอกจากนี้หญ้าเนเปียร์ยังสามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารสัตว์ได้ จึงไม่แปลกที่หญ้าเนเปียร์จะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่
เรื่องนี้ ไกรลาศ เขียวทอง นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ นครราชสีมา กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางศูนย์ได้วิจัยพบว่าหญ้าเลี้ยงช้างพันธุ์เนเปียร์ปากช่อง 1 มีอัตราการผลิตก๊าซมีเทนสูงกว่าหญ้าชนิดอื่น อีกทั้งยังมีผลผลิตต่อไร่สูงมากกว่าหญ้าชนิดอื่นเกือบ 7 เท่า นอกจากนี้ยังเหมาะกับการปลูกทุกภูมิภาคของประเทศไทยและนำมาใช้ในการเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์อีกด้วย
หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นหญ้าลูกผสมระหว่างหญ้าเนเปียร์ยักษ์และหญ้าไข่มุก เป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีศักยภาพสูงทั้งในแง่การให้ผลผลิต และมีคุณค่าทางอาหารสัตว์ดีตามที่สัตว์ต้องการ เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โคนม โคเนื้อ กระบือ แพะ และแกะ
ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ เนื่องจากหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์นี้เติบโตเร็ว โปรตีนสูง มีความน่ากินสูง สัตว์ชอบกิน มีปริมาณน้ำตาลในใบและลำต้นสูง ทำเป็นหญ้าหมักโดยไม่จำเป็นต้องเติมสารใดๆ ที่สำคัญลงทุนปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี และแต่ละปีสามารถเก็บเกี่ยวได้ 67 ครั้ง โดยสามารถเก็บเกี่ยวได้ 7080 ตันต่อไร่ต่อปีเลยทีเดียว
ไกรลาศ อธิบายเพิ่มเติมว่า หญ้าเนเปียร์สายพันธุ์ปากช่อง 1 สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ เจริญเติบโตได้ดีไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ดินร่วนปนทราย ดินเหนียว หรือดินลูกรัง แถมยังทนแล้งได้ดี เพราะต้องการน้ำฝนเพียง 1,000 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าอ้อยที่ต้องการน้ำฝนถึง 1,2001,500 มิลลิเมตรต่อปี หญ้าเนเปียร์สายพันธุ์นี้จะเติบโตดีในบริเวณพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงอย่างพอเพียง โดยสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี
สำหรับขั้นตอนการเตรียมดินเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์ปากช่อง 1 มีหลักการสำคัญ คือ ต้องไถดินให้ลึกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ปลูกช่วงปลายฝน แต่ถ้าปลูกต้นฤดูฝนก็ไม่จำเป็นต้องไถให้ดินแตกมากนัก เพราะจะทำให้หน้าดินเกาะกันเป็นแผ่นเวลาฝนตก ในกรณีที่วางแผนให้น้ำแบบร่องลูกฟูก พื้นที่ควรมีความลาดเทเพียงพอที่จะสามารถให้น้ำได้สะดวก และควรปลูกในที่โล่งเตียนได้รับแสงแดดเต็มที่
หลังจากที่เตรียมดินเสร็จ เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดินควรปลูกทันที ต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ให้ตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ท่อนละ 2 ข้อ นำไปปลูกโดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ปักไขว้ท่อนพันธุ์เอียง 30 องศา ให้ 1 ข้อจมอยู่ในดินประมาณ 12 นิ้ว แล้วกลบดินให้มีความหนาพอประมาณ
ทั้งนี้ เกษตรกรจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้ หลังจากปลูกได้ประมาณ 75 วัน จากนั้นให้ตัดทุกๆ 4560 วัน พร้อมเผยเคล็ดลับว่า การตัดหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์นี้ต้องตัดให้ชิดดินที่สุด เพื่อให้แตกหน่อใหม่จากใต้ดิน จะทำให้มีขนาดโตอวบอ้วน แล้วจะกลายเป็นลำต้นที่สมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง ถ้าตัดสูงเหลือข้อไว้จะมีแขนงออกมาจากข้างข้อ ลำต้นเล็กทำให้ได้ผลผลิตต่ำ
“หญ้าเนเปียร์สายพันธุ์นี้ใช้เลี้ยงสัตว์ได้ทั้งในรูปหญ้าสดและหญ้าหมัก หญ้าที่เก็บเกี่ยวเมื่ออายุน้อยประมาณ 45 วัน นำไปให้โคกินสดได้เลย โดยไม่ต้องบดสับ ถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 60 วันขึ้นไป ควรเข้าเครื่องสับเสียก่อน เพื่อช่วยให้สัตว์กินได้หมดทุกส่วน ทำให้สัตว์สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่” ไกรลาศ กล่าว
สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เมื่อเทียบกับหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์อื่นๆจะพบว่าหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์ปากช่อง 1 จะให้คุณค่าสารอาหารทั้งโปรตีน ไขมัน เยื่อใย และคาร์โบไฮเดรตสูงกว่าหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์อื่นๆ เกือบเท่าตัวทีเดียว
หญ้าเนปียร์สายพันธุ์ปากช่อง 1 จึงเป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรไทยที่ปลูกเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะได้ประโยชน์ในทุกกระบวนการปลูก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อใช้เป็นพืชพลังงาน ปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์ รวมทั้งปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสำหรับการเกษตร
ที่สำคัญลงทุนปลูกเพียงครั้งเดียว แถมใช้เงินลงทุนปลูกต่อไร่ประมาณ 3,000-4,000 บาท แต่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรท่านใดสนใจทดลองปลูก สามารถติดต่อได้ที่กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์







