posttoday
ค้าปลีกบี้รัฐบาล กระตุ้นบริโภคภายในสู้ศก.ซบ

ค้าปลีกบี้รัฐบาล กระตุ้นบริโภคภายในสู้ศก.ซบ

26 กรกฎาคม 2556

จากตัวเลขของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ที่ระบุว่าภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยทั้งระบบมูลค่าเกือบ 1.55 ล้านล้านบาท เติบโตเพียง 5.6% ในครึ่งปีแรก

จากตัวเลขของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ที่ระบุว่าภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยทั้งระบบมูลค่าเกือบ 1.55 ล้านล้านบาท เติบโตเพียง 5.6% ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา จากปี 2555 ที่เติบโตถึง 7.9% และเห็นได้ชัดจากการเติบโตที่ลดลงของธุรกิจโมเดิร์นเทรดมูลค่า 9.27 แสนล้านบาทที่เหลือ 8% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 12% สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัว เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นถึง 80% ต่อจีดีพี หรือการบริโภคภายในประเทศ

การเติบโตที่ชะลอตัวลงดังกล่าวเป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง เนื่องจากแบ่งไปใช้จ่ายกับการซื้อรถยนต์ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อเนื่องจากการใช้รถยนต์ ซึ่งกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตลดลงได้แก่ ซูเปอร์เซ็นเตอร์เติบโต 7% ลดลงจากปี 2555 ที่เติบโต 10% คอนวีเนี่ยนสโตร์ขยายตัว 12% ลดลงจาก 18 ปีก่อน ส่วนดีพาร์ตเมนต์สโตร์ขยายตัวจาก 7.5% ลดลงจาก 12% ปี 2555 จึงส่งผลให้ภาพรวมขยายตัวลดลงตามไปด้วย

สำหรับในครึ่งปีหลัง บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า แม้สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีทิศทางชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่มีตัวเลขสูงขึ้น แต่ธุรกิจค้าปลีกจะยังคงสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุน อาทิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ขยายตัวในทิศทางบวก และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 12 ล้านคนในครึ่งปีแรก ซึ่งสูงขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่ผ่านมา และคาดว่าทั้งปีจะเพิ่มเป็น 24 ล้านคน

ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ประกอบการค้าปลีกต้องเร่งอัดแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค แต่ยังคงมีปัจจัยลบที่ต้องระวังจากหนี้ครัวเรือนที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

แต่สิ่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมให้กระเตื้องขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นนั้น เห็นว่าภาครัฐต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งการใช้เงินงบประมาณปี 2557 ที่คาดว่าจะถึง 2 ล้านล้านบาท โดยควรเริ่มใช้ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีนี้ จากปกติที่รัฐจะเริ่มใช้จ่ายช่วงเดือน ม.ค.ก.พ. และงบโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งหากแบ่งใช้งบทั้งสองก้อนประมาณ 50% ในครึ่งปีหลังนี้จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้

ขณะที่มาตรการเร่งด่วนที่จะเป็นยาฉีดให้ได้ผลทันทีในระยะสั้น คือ การลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเหลือ 0% ทันที เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยจับจ่ายสินค้ามากขึ้น อีกทั้งยังทำให้คนไทยที่นิยมไปช็อปปิ้งสินค้าต่างประเทศกลับมาซื้อสินค้าแบรนด์เนมในเมืองไทย ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบการค้าขายทันที เพราะไทยยังมีคนที่มีกำลังซื้อแต่เอาไปใช้ต่างประเทศ เห็นได้จากรายงานของ โกลบอล บลู ที่ระบุว่าคนไทยไปจับจ่ายสินค้าในดิวตี้ฟรีภาคพื้นยุโรปเป็นอันดับ 6 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากดึงกลับมาช็อปปิ้งเมืองไทยจะมีเงินหมุนเวียนอย่างเห็นได้ชัด

“ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องยืนข้างเรา เปิดประตูผนึกกำลังกับเอกชนทำเรื่องภาษีให้ถูกต้อง เพราะเมืองไทยมีศักยภาพที่จะเป็นช็อปปิ้งเดสติเนชั่นของอาเซียนได้เทียบเท่าหรือดีกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง แต่ยังเสียเปรียบเรื่องภาษีนำเข้า” บุษบา กล่าว

สมาคมค้าปลีกไทยยังได้จัดทำข้อเสนอมาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมค้าปลีก ค้าส่ง ได้แก่ การเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น ควรสนับสนุนการขยายตัวของภาคค้าปลีก ทั้งการพัฒนาบุคลากร การขยายการลงทุน ทั้งในประเทศและอาเซียน รวมทั้งมีมาตรการส่งเสริมการค้าชายแดน ควบคู่กับการหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายและการลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท