
แบงก์ห่วงลูกหนี้รายได้ต่ำหมื่นบาทส่อแววหนี้เสีย
แบงก์ห่วงลูกหนี้รายได้ต่ำกว่าหมื่นบาท ส่อเป็นหนี้เสีย ระบุหนี้ครัวเรือนสูง ทำสินเชื่อหด
แบงก์ห่วงลูกหนี้รายได้ต่ำกว่าหมื่นบาท ส่อเป็นหนี้เสีย ระบุหนี้ครัวเรือนสูง ทำสินเชื่อหด
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้น้อยลง และเริ่มมองเห็นปัญหาในลูกค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเรื่องหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะทำให้เงินหมุนเวียนในระบบน้อยลง
ดังนั้น หากพิจารณาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้สูงสุดอยู่ที่ 52% จากรายได้ต่อเดือน ซึ่งเป็นหนี้ที่รวมหนี้นอกระบบด้วย ถือเป็นตัวเลขที่สูง เพราะเฉลี่ยหนี้ควรอยู่ที่ 30% จากรายได้ ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 1 หมื่นบาทขึ้นไป มีภาระหนี้ 25% ของรายได้
อย่างไรก็ดี หากจำแนกหนี้อื่น ได้แก่ หนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่ 65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หนี้ภาครัฐอยู่ที่ 45% ของจีดีพี และเมื่อรวมหนี้ครัวเรือน 80% ของจีดีพี จะทำให้หนี้รวมประเทศอยู่ที่ 190% ของจีดีพี
นางสุทธาภา กล่าวว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงทำให้การกระตุ้นการบริโภคโดยการเพิ่มภาระหนี้อาจทำได้จำกัดในระยะต่อไป ซึ่งรัฐบาลหรือผู้ดำเนินนโยบายจำเป็นต้องใช้นโยบายด้านอื่นเพื่อให้การบริโภคภาคเอกชนสามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว และเพิ่มการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ครัวเรือนสูงขึ้น
ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยมีอัตราการเร่งตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80% ต่อจีดีพี จาก 77% ในปี 2555 และ 70% ในปี 2554 ขณะที่ปี 2553 หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับ 63% ต่อจีดีพี เป็นหนี้ที่อยู่ระดับสูงกว่า 10% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนี้ทั้งหมดเป็นตัวเลขรวมหนี้ครัวเรือนในสถาบันการเงินทุกประเภท ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ สหกรณ์ออมทรัพย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ โดยหนี้จำนวนนี้ส่วนหนึ่งถูกกระตุ้นด้วยนโยบายรถคันแรกทำให้สินเชื่อรถยนต์เพิ่มสูงขึ้น ครัวเรือนมีความสามารถในการใช้จ่ายลดลง จากการมีภาระหนี้สินต่อเดือนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตด้วย"สินเชื่อส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนสินเชื่อบ้านยังไม่ขยับ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายเฉพาะจุดเท่าใดนัก" นางสุทธาภา กล่าว
นางสุทธาภา กล่าวว่า ผลจากหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้น้อยลง เพราะธนาคารจะเริ่มมองเห็นปัญหาในลูกค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเรื่องหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) ซึ่งก็จะทำให้เงินหมุนเวียนในระบบน้อยลง
ทั้งนี้หากพิจารณาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้สูงสุดอยู่ที่ 52% จากรายได้ต่อเดือน ซึ่งเป็นหนี้ที่รวมหนี้นอกระบบด้วย ถือเป็นตัวเลขที่สูง เพราะเฉลี่ยหนี้ควรอยู่ที่ 30% จากรายได้ ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 1 หมื่นบาทขึ้นไป มีภาระหนี้ 25% ของรายได้
อย่างไรก็ดีหากจำแนกหนี้อื่น ได้แก่ หนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่ 65% ของจีดีพี หนี้ภาครัฐอยู่ที่ 45% ของจีดีพี และเมื่อรวมหนี้ครัวเรือน 80% ของจีดีพี จะทำให้หนี้รวมประเทศอยู่ที่ 190% ของจีดีพี
นางสุทธาภา กล่าวว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงทำให้การกระตุ้นการบริโภคโดยการเพิ่มภาระหนี้อาจทำได้จำกัดในระยะต่อไป ซึ่งรัฐบาลหรือผู้ดำเนินนโยบายจำเป็นต้องใช้นโยบายด้านอื่นเพื่อให้การบริโภคภาคเอกชนสามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว และเพิ่มการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ครัวเรือนสูงขึ้น







