
ส่องธุรกิจไทยพร้อมอาเซียน?
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
อีกไม่ถึง 3 ปี ประชาคมอาเซียนก็จะเข้าสู่จุดสตาร์ทอย่างเป็นทางการ ถึงตอนนี้ไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา TUASEAN Forum เรื่อง “ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของไทย” ซึ่งในมิติด้านเศรษฐกิจดูเหมือนยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ
“ฉัตรชัย เลื่อมประเสริฐ” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความพร้อมทางการค้า บอกว่า การเตรียมพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของภาคเอกชนเตรียมตัวไปมากแล้ว มีการตั้งศูนย์เออีซีมากมาย แต่ยังรองรับเฉพาะหน่วยงานตัวเองและกระจัดกระจาย ควรร่วมมือกันในลักษณะของเครือข่าย นอกจากนี้ ธุรกิจไทยยังใช้ประโยชน์เรื่องการลดภาษีศุลกากรค่อนข้างน้อย จากสถิติการขอใช้ประโยชน์จากภาษี 0% ของสินค้าที่ไทยส่งออกในปี 2555 มีแค่ 50% เท่านั้น ซึ่งธุรกิจไทยควรใช้ประโยชน์ในส่วนนี้มากขึ้น
อาเซียนจะต้องเจรจาข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการชุดที่ 9 และชุดที่ 10 ให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 ซึ่งจะครอบคลุมบริการ 128 สาขา โดยจะต้องเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นของนักลงทุนสัญชาติอาเซียนเป็น 70% ซึ่งการเจรจาเปิดเสรีภาคบริการชุดที่ 9 มีสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การแก้ไขกฎหมายในประเทศ ยกตัวอย่างสาขาการศึกษา จะต้องแก้ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนปี 2550 หรือ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนปี 2550 ส่วนด้านขนส่ง ก็อาจต้องปรับแก้ พ.ร.บ.เรือไทย ปี พ.ศ. 2481 หรือปรับแก้ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก ปี 2522 ซึ่งจะต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับและใช้เวลานาน โดยในการแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับใช้เวลาดำเนินการเฉลี่ย 822 วัน หากจะต้องปรับแก้กฎหมายหลายฉบับจะทำได้ทันปี 2558 หรือไม่
“กรกฎ ผดุงจิตต์” รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า ภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญของไทย ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียสื่อสารได้ทั้งภาษามลายู จีน และอังกฤษ อันดับแรกที่ไทยต้องเร่งปรับ คือ เรื่องภาษา หากไม่สามารถก้าวผ่านเรื่องนี้ ธุรกิจไทยก็ไม่กล้าออกนอกบ้าน
นอกจากนี้ ต้องรู้จักประเทศเพื่อนบ้านด้วย อย่าง กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อวัน แม้จะถูกกว่าค่าแรงในไทย 300 บาทต่อวัน แต่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย ลาวมีปัญหาเรื่องจำนวนประชากรน้อย หาแรงงานยาก ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต จำปาศักดิ์ และหลวงพระบาง ส่วนกัมพูชาแรงงานมาก แต่กระจุกตัวใกล้พนมเปญ การจะตั้งโรงงานจึงต้องดูทำเลที่มีแรงงานด้วย ขณะที่พม่าเนื้อหอมมาก ใครๆ ก็สนใจ แต่อาจจะต้องรอผลก่อนว่าจะเป็นไปอย่างที่คาดหรือไม่
ด้าน “รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์” อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เรายังไม่ได้เตรียมพร้อมสู่เออีซีกันเลย เพราะยังไม่เห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและผลกระทบที่จะตามมา แต่การปรับตัวในปัจจุบันทำไปบนพื้นฐานของข้อตกลงในอดีตทั้งนั้น ยกตัวอย่างสิ่งทอระดับล่างที่ขณะนี้เริ่มเจ๊งซึ่งสามารถทำนายภาพได้ล่วงหน้าตั้งแต่เกิดข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ในปี 2535 ที่ตั้งเป้าลดภาษีให้สินค้าทุกตัวเหลือ 0% ธุรกิจสิ่งทอจึงจำเป็นต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการย้ายฐานผลิต ขายกิจการ หรือปรับสู่ระดับกลาง แต่รัฐบาลก็ไม่ได้บอกประชาชนให้เตรียมพร้อม
เมื่อไม่มีกำแพงภาษี ทุกประเทศในอาเซียนจึงแทบจะกลายเป็นประเทศเดียวกัน ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด 600 ล้านคน และธุรกิจต่างชาติก็แปลงสัญชาติได้ ใครๆ ก็ต้องการเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง ยิ่งต่อจากนี้จะรวมกันกว้างกว่าอาเซียน มีทั้ง RCEP และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งจะมีคนกว่า 2,000 ล้านคน ก็จะยิ่งแข่งขันหนักขึ้น บริษัทต่างๆ ต้องปรับตัวและสู้กับคู่แข่งจากทั่วโลก
“โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตเรา จะมีเออีซีฉบับที่มองไม่เห็นรออยู่ข้างหน้า ดังนั้น เราต้องปรับตัวเพื่อให้พร้อม”
ต่อไปเอสเอ็มอีจะลำบาก แต่ก็ต้องเร่งปรับตัว สินค้าที่น่าจะมีโอกาส คือ สินค้าวัฒนธรรม อย่างอาหารไทย ซึ่งจะขายดีขึ้นจากการเปิดรับวัฒนธรรมของกันและกัน ขณะที่สินค้าประเภทอื่นๆ ต้องปรับตัว ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาเทคโนโลยีและบรรจุภัณฑ์







