
ชูพลังวัฒนธรรมเพิ่มขีดแข่งยุคประชาคม
โดย..อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย..อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
วัฒนธรรม ถือเป็นพลังอำนาจแบบอ่อนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างความสำเร็จของโมเดล “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าวัฒนธรรมไปทั่วโลก
ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรมกำลังเตรียมปรับบทบาทจากกระทรวงสังคมสู่กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ หลังจากนายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้กระทรวงวัฒนธรรมมีส่วนในการสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามยุทธศาสตร์ชาติ
ในเบื้องต้น กระทรวงได้ระดมความเห็นจากบุคลากรเพื่อปรับบทบาทสู่กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในคุณค่าเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มจากมรดกวัฒนธรรม ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อต่อยอดและพัฒนาบุคลากร 2.ปรับปรุงระบบบริหารจัดการ บูรณาการกับหน่วยงานภายในและนอกมากขึ้น รวมทั้งศึกษาวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 3.ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากมรดกวัฒนธรรม โดยริเริ่มโครงการที่ก่อให้เกิดผลในวงกว้าง ใช้จุดแข็งที่มี เช่น ความงามอย่างไทย สื่อใหม่ๆ งานมหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ประจำปี
“ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงไม่สามารถหลีกเลี่ยงบทบาทด้านเศรษฐกิจได้ เพราะทุนทางวัฒนธรรมเป็นพลังอำนาจแบบอ่อน (Soft Power) ที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถต่อกรกับประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยจะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและบริการที่ใส่ความสร้างสรรค์และศิลปะเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งแทรกเรื่องของความมีจิตใจบริการ ความซื่อสัตย์เข้าไปด้วย และในฐานะหน่วยงานต้นน้ำด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระทรวงจะเร่งพัฒนาเพื่อให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น
สำหรับแนวทางเตรียมพร้อมสู่อาเซียน ยึดหลัก 3C ได้แก่ 1.ความเชื่อมโยงประชาชน (Connectivity) ที่จะทำให้เป็นการรวมตัวที่เข้มแข็ง ผ่านการทูตวัฒนธรรม (Soft Diplomacy) ทั้งระดับบุคคลและสื่อดิจิตอลต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มอาเซียน 2.คุณค่าและบรรทัดฐานร่วมกัน (Common Value) โดยยึดหลักสากลทั้งเรื่องเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิในการรักษาวัฒนธรรมของชุมชน หลักคุณธรรม และ 3.การสร้างประชาคมวัฒนธรรม (Cultural Community Building) ซึ่งรวมถึงประเพณีและความเชื่อต่างๆ
“นับเป็นความท้าทายสำหรับกระทรวงในการปรับบทบาทครั้งใหญ่ จากทศวรรษแรกของการก่อตั้งกระทรวงที่เน้นอนุรักษ์เป็นหลัก แต่ต่อไปนี้ต้องต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย”
“เกียรติชัย พงษ์พานิช” ผู้ทรงคุณวุฒิ มองว่า การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้วยการนำทุนวัฒนธรรมมาสร้างประโยชน์จะต้องมีการวางยุทธศาสตร์ที่ดี ยกตัวอย่างไต้หวันที่จัดพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเรียกนักท่องเที่ยวมาได้ตลอดทั้งปี หรือสิงคโปร์สามารถสร้างเมืองศิลปะที่ผู้คนสนใจได้
ขณะที่ไทยยังเน้นจัดงานเป็นครั้งคราว และการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องการนวัตกรรม แต่ไทยไม่ได้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังต้องเร่งปรับพิพิธภัณฑ์ที่ตายซากให้สามารถทำเงินได้เหมือนในต่างประเทศ รวมถึงสินค้าโอท็อปที่ส่งเสริมด้านวัฒนธรรมมากขึ้น
ด้าน “พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ” ผู้ทรงคุณวุฒิอีกราย เห็นว่า พลังอำนาจทางวัฒนธรรมมีความสำคัญมาก ยกตัวอย่างในอนาคตตลาดภาพยนตร์จะกว้างขึ้น ทั้งนำเข้าหนังจากอาเซียนเข้ามาและผลิตหนังไทยออกไปขายเพื่อนบ้าน รัฐควรผนึกกำลังกับเอกชนเพื่อนำไอเดียดีๆ มาต่อยอดฐานทางวัฒนธรรมให้กว้างขึ้น ต้องทำเป็นกระบวนการ เผยแพร่ผ่านสื่อ ที่สำคัญชุมชนต้องเข้าใจและร่วมมือ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะขับเคลื่อนพลังทางวัฒนธรรมไม่ได้
“วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า การปรับสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่ามกลางการเชื่อมโยงวัฒนธรรมในอุษาคเนย์ที่ยังเป็นเรื่องใหม่ ถือเป็นโจทย์ที่ยาก ซึ่งเรื่องใหญ่ที่สุดที่ไทยต้องปรับ คือ การปรับคุณลักษณะของระบบราชการเสียใหม่ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงในประเทศและการรวมเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งต่อไปนี้ผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐจะมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่คุณลักษณะของอาเซียน คือ ชนชั้นกลางที่จะมีอำนาจมากขึ้น
“ทุกวันนี้ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับพลังอำนาจทางวัฒนธรรม ซึ่งการที่จะก้าวสู่การเป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจที่ปรับจากคุณค่าสู่มูลค่า แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรละทิ้งจิตวิญญาณ ไม่ใช่เน้นแค่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว”







