
เอฟทีเอไทย-อินเดียจ่อคลอด
ประธานหอการค้าภารตคาดลงนามปีนี้ดันการค้าสองฝ่ายแตะ1.4หมื่นล้านเหรียญ
ประธานหอการค้าภารตคาดลงนามปีนี้ดันการค้าสองฝ่ายแตะ1.4หมื่นล้านเหรียญ
คาดเอฟทีเอไทยอินเดีย ลงนามได้ปีนี้ ดันการค้าสองฝ่ายเพิ่มเป็น 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายซุชีล กุมาร ซาราฟ ประธานหอการค้าอินเดียไทย เปิดเผยว่า ในปี 2556 นี้ แนวโน้มการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อย่างเต็มรูปแบบระหว่างไทยและอินเดีย น่าจะสามารถเจรจาและลงนามร่วมกันได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะรวมเรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเข้าไว้ในความตกลงฉบับเดียว รวมทั้งจะยกเลิกภาษีสินค้าเพิ่มเป็น 2,000 รายการ เนื่องจากเชื่อว่าปัญหาที่ติดค้างอยู่ เช่น ปัญหาในธุรกิจภาคบริการ จะสามารถแก้ไขได้ และตกลงกันได้
ทั้งนี้ จากเดิมไทยและอินเดียมีการเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนทันทีไปแล้วจำนวน 82 รายการ เช่น เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน ข้าวสาลี อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2549 ซึ่งหากเอฟทีเอฉบับเต็มเสร็จสมบูรณ์ เชื่อว่าจะส่งเสริมให้การค้าระหว่างไทยอินเดีย เพิ่มขึ้นจาก 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 45 ปี
ขณะที่ เอฟทีเอระหว่างอาเซียนอินเดีย ได้ผ่านการดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว และเมื่อถึงปี 2558 ที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีผล เชื่อว่าจะยิ่งทำให้การค้าระหว่างไทยและอินเดียเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ประกอบกับขณะนี้เส้นทางการขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างไทยอินเดีย ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียในรัฐอัสสัม ต่อเข้ามายังพม่า และเข้าไทยที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ระยะทางไม่เกิน 3,000 กิโลเมตร ที่คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างเสร็จภายในปีสองปีข้างหน้า จะทำให้การค้าระหว่างกันสะดวกยิ่งขึ้น
“ตอนนี้เส้นทางขนส่งสินค้าอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งในส่วนของถนนที่ผ่านเข้าไปในพม่าก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว หากเส้นทางนี้แล้วเสร็จจะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าระหว่างกันให้สั้นลงเหลือ 3 วัน และจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งลงได้อีกมาก” นายซุชีล กล่าว
นายซุชีล ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการการจัดประชุมผู้นำเศรษฐกิจฮินดูโลก ครั้งที่ 2 ประจำปี 2556 ที่ประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมเศรษฐกิจโลกฮินดูในครั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายจะส่งเสริมอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของฮินดูให้ขึ้นมาเป็น 35% ภายใน 20 ปี จากปัจจุบันที่จีดีพีเศรษฐกิจฮินดูอยู่ที่ระดับ 56% โดยจะเชื่อมโยงความร่วมมือกันของนักธุรกิจ และการจัดงานในเมืองไทยในครั้งนี้ จะเน้นการทำธุรกิจกับกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก
สำหรับโอกาสทางธุรกิจในอาเซียน เช่น ในพม่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระบบสาธารณูปโภค เหมืองแร่ วิศวกรรม เวียดนาม เช่น การลงทุนในกิจการพลังงาน ที่มีความต้องการมาก เป็นต้น







