
รัฐบาลเก้าอี้ร้อนน้ำมันแพงเล็งตรึงเบนซินอุ้มดีเซลยาว
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
สถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางขาขึ้น จนทำให้รัฐบาลออกอาการกังวลกับราคาน้ำมันในประเทศที่เริ่มทำสถิติสูงสุด แม้ล่าสุดเมื่อวานนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มผ่อนคลายจนราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับลดลงมาได้ลิตรละ 60 สตางค์ก็ตาม แต่ในฐานะผู้กุมนโยบายการบริหารงานประเทศ นายกรัฐมนตรียังคงมีแนวคิดลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนแบบต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มีทั้งนี้ในวันที่ 25ก.ค. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งพิจารณาหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง กระแสออกมาว่า ในกลุ่มของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ รัฐบาลต้องการให้รักษาระดับราคาไม่ให้เกินลิตรละ 40 บาท ในขณะที่ดีเซล ยังคงยืนนโยบายเดิม ตรึงราคาไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท โดยปฏิเสธข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่จะขอเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลคืนในปีงบประมาณ 2557 แม้จะต้องสูญรายได้ทางภาษีไปก็ตาม ซึ่งนับตั้งแต่มีการยกเว้นภาษีดีเซล ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554-เม.ย. 2556 รัฐต้องเสียรายได้ไปกว่า 1.89 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน เพื่อดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา แต่ในทางปฏิบัติควรจะมีการกำหนดระยะเวลา หรือใช้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เพื่อบรรเทาปัญหาชั่วคราว เพราะการใช้เงินไปพยุงราคาน้ำมันถือเป็นการสร้างภาระรายจ่ายให้กับภาครัฐ และกลายเป็นเงื่อนไขของพรรคการเมืองในการใช้เป็นนโยบายประชานิยม แม้ว่าจะไม่ใช่การใช้เงินงบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ตาม เพราะที่ผ่านมาคงไม่ลืมว่าภาครัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจนพอกหนี้เฉียดแสนล้านบาทมาแล้ว และท้ายสุดก็ต้องใช้วิธีการกู้เงินมาชำระคืน แม้ว่าปัจจุบันภาครัฐอาจมองว่า ฐานะกองทุนน้ำมันฯในขณะนี้ต่างจากสมัยก่อน โดยเริ่มมีกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบันมีสถานะสุทธิเป็นบวกอยู่ 4,534 ล้านบาท มีรายรับวันละ 140 ล้านบาท รายจ่ายวันละ 46 ล้านบาท รายได้สุทธิเฉลี่ยวันละ 94 ล้านบาทปัจจุบันเป็นบวก มีรายรับมากกว่ารายจ่าย
สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง ในกลุ่มของเบนซินและแก๊สโซฮอล์ จะเริ่มลดระดับความร้อนแรงลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว แต่จะสวนทางกับน้ำมันดีเซลที่จะปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นวัฏจักรของทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี เว้นแต่จะมีปัจจัยที่อยู่นอกการควบคุม เช่น สงครามและปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท มาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ต้องการสร้างภาระให้กับต้นทุนการขนส่งสินค้าที่จะไปกระทบกับการกำหนดราคาสินค้าอุปโภค และบริโภค ซึ่งมีผลในด้านจิตวิทยากับประชาชนโดยตรง เพราะดีเซลถือว่าเป็นน้ำมันทางเศรษฐกกิจปัจจุบันการพยุงราคาดีเซล ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ในการปรับขึ้นลงของอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ซึ่งถือเป็นโชคดีที่ราคาดีเซลในตลาดโลกช่วงก่อนหน้านี้ปรับลดลงต่อเนื่อง ทำให้สามารถทยอยเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากดีเซลได้เป็นระยะๆ เนื่องจากยอดใช้ดีเซลมีปริมาณมากที่สุดเฉลี่ยวันละ 59 ล้านลิตร เมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆ ดังนั้นการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯจะสร้างรายรับได้ดีกว่า จนสามารถล้างภาระหนี้จากที่เคยติดลบ 2 หมื่นล้านบาท มาเป็นบวกครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เป็นเงิน 708 ล้านบาท
“สำหรับแนวคิดของรัฐบาลหากต้องการดูแลราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์ เพื่อช่วยบรรเทาผู้ใช้รถยนต์นั้น หากมองในหลักการก็สามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เช่นเดิมมาดูแล โดยลดอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ลง ถือเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด แต่ทั้งหมดคงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลจะเลือกการดูแลราคาน้ำมันด้วยวิธีไหน”
อย่างไรก็ตาม การดูแลราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งถือเป็นผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปนั้น ควรจะมองในประเด็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วย โดยอาจเพิ่มการชดเชยราคาน้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ อี20 หรือแก๊สโซฮอล์ อี85 มากกว่า เพื่อทำให้ส่วนต่างราคามากขึ้น จูงใจให้เกิดการใช้ เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ที่ปัจจุบันกลายเป็นน้ำมันพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้ หลังยกเลิกจำหน่ายเบนซิน 91
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระมัดระวังการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ โดยคำนึงถึงการสะสมรายได้ให้มีหน้าตักที่เพียงพอไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจริงๆ เนื่องจากรายจ่ายกองทุนน้ำมันฯ ไม่ได้มีเฉพาะการชดเชยราคาน้ำมันกลุ่มพลังงานทดแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และการชดเชยราคาก๊าซหุงต้มด้วย







