
หุ้นส่อแกว่งน้อยลง
5ปัจจัยชี้ชะตาขึ้นหรือร่วงชักห่วงการเมืองดีบีเอสฯเชียร์SCCPTTGCถูกปันผลดี
5ปัจจัยชี้ชะตาขึ้นหรือร่วงชักห่วงการเมืองดีบีเอสฯเชียร์SCCPTTGCถูกปันผลดี
ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังเหวี่ยงน้อยลง จับตา 5 ปัจจัยชี้ทิศทาง นักลงทุนกังวลการเมือง กดดัชนีหลุด 1,500
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นในครึ่งปีหลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ความผันผวนจะลดน้อยลงกว่าในไตรมาส 2 หลังจากที่ตลาดฯ รับข่าวลดและยกเลิกคิวอีของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งปีหลัง คือปัญหาเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งหากรัฐบาลจีนมีการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะช่วยสนับสนุนให้กระแสเงินทุนยังไม่ไหลออกจากภูมิภาคมากนัก ขณะที่ในประเทศให้รอดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 2 รวมถึงการติดตามปัจจัยทางด้านการเมืองในประเทศให้ติดตามด้วย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐว่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่
“ดัชนีหุ้นในครึ่งปีหลังคงไม่แกว่งมากนัก มองว่าระดับดัชนีในปีนี้น่าจะอยู่ที่ราว 1,550-1,600 จุด เป็นระดับเหมาะสมที่มีพื้นฐานรองรับ” นางภัทธีรา กล่าว
ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์แนะนำหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพราะถือเป็นหุ้นที่ยังมีมูลค่าต่ำและให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง ว่าคาดผลประกอบการไตรมาส 2 จะเป็นจุดต่ำสุดของบริษัทส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผลของการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน โดยกำไรจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 3 สะท้อนราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง (ยกเว้น PTA) แต่อาจอ่อนตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบทรงตัวที่ระดับ 109 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สำหรับปี 2556-2557
สำหรับธุรกิจโรงกลั่น ชอบหุ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) มากกว่าหุ้นบริษัท ไทยออยล์ (TOP) แต่ยังคงมีความระมัดระวังต่อกลุ่มนี้ตามแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอ่อนแอลง ค่าการกลั่น หรือ GRM สำหรับ TOP น่าจะลงสู่ระดับ 3.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เทียบกับ 6.6 เหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 1 ขณะที่ BCP มีแนวโน้มอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้น และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
ด้านตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงในช่วงบ่ายของวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,501.63 จุด รูดลง 11.95 จุด หรือ 0.79% ด้วยมูลค่าการซื้อขายจำนวน 53,364.42 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ 407 ล้านบาท แต่ยังคงซื้อสุทธิในตราสารหนี้ไทยสูงถึง 9,816 ล้านบาท ทำให้ค่าเงินบาทแกว่งแคบๆ แถว 30.95-30.97 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นที่ทรุดลงไปต่ำกว่า 1,500 จุด นอกจากเกิดจากการขายทำกำไรหลังจากดีดขึ้นแรงวันก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่ง นักลงทุนยังมีความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจจีน เมื่อตัวเลข PMI ของจีนออกมาลดลง และเริ่มกังวลประเด็นการเมืองในประเทศเรื่องการนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภาในวันที่ 7 ส.ค.นี้







