
ตั้งสำรองหนี้เสียแบงก์กำไรหด
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ธนาคารพาณิชย์ทยอยแจ้งผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปีนี้ออกมาแล้ว อัตราการทำกำไรยังดูดี แต่หากแกะเข้าไปดูไส้ในของแต่ละธนาคาร จะเห็นว่ามีกำไรลดลง เพราะมีรายจ่ายจากการสำรองหนี้เพิ่มมากขึ้น
การสำรองหนี้ที่เพิ่มขึ้นนี้ แต่ละธนาคารอาจจะไม่อยากเพิ่ม เพราะปัจจุบันก็สำรองเกินมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดอยู่แล้ว แต่ ธปท.ก็กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งเงินสำรองพิเศษ (Countercyclical Reserves) รองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนจากสภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง
วรพล วิรุฬห์ศรี นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังเชื่อว่าภาพรวมผลกำไรของกลุ่มธนาคารในปีนี้จะยังเติบโตได้ราว 20%
“ช่วงครึ่งปีหลังการตั้งสำรองพิเศษน่าจะหายไป เพราะธนาคารส่วนใหญ่ได้ตั้งสำรองตามที่ ธปท.ขอความร่วมมือไปแล้ว บางแห่งตั้งไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว บางแห่งตั้งในช่วงไตรมาสแรกและที่เหลือก็ตั้งในช่วงไตรมาส 2 จากนี้ธนาคารคงจะกลับมาตั้งสำรองกันตามปกติ ผลต่อกำไรจึงมีไม่มาก” วรพล กล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งสำรองพิเศษในไตรมาส 2 จำนวน 2,800 ล้านบาท เนื่องจากมีลูกค้าสินเชื่อภาคธุรกิจรายหนึ่งซึ่งถูกจัดเป็นสินเชื่อชั้นพิเศษในไตรมาสก่อนผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ธนาคารมีหนี้สูญเพิ่มขึ้นมาราว 3,000 ล้านบาท หรือ 106% และทำให้กำไรสุทธิรอบครึ่งปีแรกของธนาคารปรับลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ธนาคารทหารไทย ได้ตั้งสำรองพิเศษจำนวน 4,140 ล้านบาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ทำให้สำรองของครึ่งปีแรกทั้งหมดคิดเป็นจำนวน 4,676 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หลังตั้งสำรองแล้วธนาคารและบริษัทย่อยยังคงมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ธนาคารทิสโก้มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 810 ล้านบาท ตามสัดส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.45% จาก 1.28% ในไตรมาสแรก โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคารถยนต์มือสองในตลาดที่ตกลง ทำให้ธนาคารระบายรถยึดในกลุ่มนี้ได้ล่าช้าและคาดว่าต้องใช้เวลา 36 เดือน เพื่อทำให้หนี้เสียกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะที่ ธนาคารเกียรตินาคิน มีสัดส่วนหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่า จำนวน 747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ธนาคารได้ตั้งสำรองจำนวน 829 ล้านบาท ตามปริมาณหนี้เสียที่เพิ่ม ขณะที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ธนาคารมีค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 96.8% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจ
วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า แม้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารจะทรงตัวในระดับ 2.1% เช่นเดียวกับไตรมาสที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อระมัดระวังความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ธนาคารจึงได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาส 2 เพิ่มจาก 2,550 ล้านบาท เป็น 2,700 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารยังอยู่ที่ 144.9%
ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับแนวทางการบริหารฐานะการเงินด้วยความรอบคอบและการตั้งสำรองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ธนาคารมีค่าใช้จ่ายหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าสำหรับครึ่งปีแรกรวม 5,120 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในไตรมาส 2 3,380 ล้านบาท โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2555 ราว 2,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.2%
ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ว่าสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารปัจจุบันที่ 2.13% จะลดลงจากสิ้นปีก่อนที่ 2.16%แต่ยังปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 2.09%
ด้าน นายวรพล วิรุฬห์ศรี นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การตั้งสำรองพิเศษในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในงวดนี้ถือเป็นการดำเนินตามนโยบายของธปท.ที่ต้องการให้ธนาคารมีเงินสำรองส่วนเกินเอาไว้รองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต ประกอบกับการที่สัดส่วนหนี้เสียในขณะนี้เริ่มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าภาพรวมผลกำไรของกลุ่มธนาคารในปีนี้จะยังเติบโตได้ราว 20 %
“ช่วงครึ่งปีหลังการตั้งสำรองพิเศษน่าจะหายไป เพราะธนาคารส่วนใหญ่ได้ตั้งสำรองตามที่ธปท.ขอความร่วมมือไปแล้ว บางแห่งตั้งไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว บางแห่งตั้งในช่วงไตรมาสแรกและที่เหลือก็ตั้งในช่วงไตรมาสที่สอง จากนี้ธนาคารคงจะกลับมาตั้งสำรองหันตามปกติ ผลต่อกำไรจึงมีไม่มาก” นายวรพล กล่าว







