
แบงก์ยืดหนี้สหวิริยาเป็น7ปี
เจ้าหนี้ตีปีกคาดปีหน้าเริ่มทำกำไรได้แน่เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ช่วยลดต้นทุนผลิต
เจ้าหนี้ตีปีกคาดปีหน้าเริ่มทำกำไรได้แน่เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ช่วยลดต้นทุนผลิต
แบงก์เจ้าหนี้ต่อลมหายใจ “สหวิริยา” ยืดหนี้จาก 5 เป็น 7 ปี คาดปีหน้าธุรกิจพลิกคืนทุน
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารเจ้าหนี้ของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ทั้งหมด ได้ยืดหนี้ให้ลูกค้าจาก 5 ปี เป็น 7 ปี เพื่อให้บริษัทได้ชำระหนี้น้อยลง และมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ หลังจากมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในการผลิตเหล็ก โดยจะลดต้นทุนได้ถึง 2030% ต่อตัน สถานการณ์บริษัทกำลังกลับมาดีขึ้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า มีการประเมินว่าในไตรมาส 3 ปีหน้า ผลประกอบการบริษัทจะพลิกกลับมาคืนทุน โดยบริษัทจะชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้กับธนาคารเจ้าหนี้เป็นครั้งแรก จาก 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทชำระเฉพาะดอกเบี้ย แต่ไม่ได้จ่ายคืนเงินต้น เพราะผลประกอบการขาดทุน ซึ่งการปล่อยกู้ครั้งนี้เป็นการปล่อยกู้ร่วมกันระหว่างธนาคาร ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทิสโก้ และธนชาต คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 34 หมื่นล้านบาท
“ปีนี้บริษัทจะยังขาดทุน แต่ปีหน้าจะเข้าสู่ภาวะปกติ ทิศทางจะดีขึ้นเพราะเทคโนโลยีใหม่ลดต้นทุนการผลิต” แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารเจ้าหนี้ทั้งหมดได้สำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจนครบ โดยเป็นการตั้งสำรองอย่างเข้มข้นตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่นำหลักประกันมาคำนวณ ซึ่งเป็นการตั้งสำรองที่เรียกว่า กลุ่มหนี้ที่มีโอกาสเป็นหนี้เสีย เพียงธนาคารเจ้าหนี้เจราจาเงื่อนไขกับลูกหนี้ใหม่ ก็ต้องกันสำรองตามกฎนี้แล้ว
สำหรับเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวไม่ได้ส่งผลต่อกำลังการผลิตเหล็กของบริษัท เพราะจีนผลิตเหล็กใช้เอง โดยมีรัฐบาลจีนสนับสนุนต้นทุนการผลิต ทำให้เหล็กที่ผลิตในจีนมีราคาถูกกว่า ขณะที่บริษัทส่งออกเหล็กขายให้กับสหรัฐ และประเทศในแถบแอฟริกาคิดเป็นสัดส่วน 30% และอีก 70% ส่งกลับมาขายในไทย
นายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า คาดว่าก่อนสิ้นปีนี้บริษัทจะทำการเพิ่มทุนครั้งสุดท้ายสำเร็จ และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะทำให้การจัดการสภาพคล่องดีขึ้น และเดินตามแผนธุรกิจที่วางไว้ได้ หลังจากบริษัทได้นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการผลิต จะส่งผลให้มีกำไรดีขึ้น และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBIDA)
“ตอนนี้ความต้องการเหล็กในต่างประเทศยังมี ปีหน้าผมเชื่อว่าเขาจะกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติได้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน” นายอาทิตย์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SSI ได้แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ ว่า แนวโน้มไตรมาส 2 ปีนี้ ตลาดเหล็กได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบ เนื่องจากมีวันหยุดยาวจากเทศกาลสงกรานต์ และการอ่อนตัวลงของราคาเหล็กในตลาดโลก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเห็นปัจจัยบวกจากราคาวัตถุดิบที่อ่อนตัวลง และผลผลิตของธุรกิจโรงถลุงเหล็กที่ดีขึ้น
สำหรับแนวโน้มระยะยาว บริษัทยังมองเห็นความต้องการเหล็กในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจ จากการขยายตัวของหัวเมืองใหญ่ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศที่มีต่อเนื่อง ขณะที่อุปทานของสินแร่เหล็กในขณะนี้อยู่ในทิศทางที่เอื้อต่อผู้ผลิตเหล็ก ซึ่งจะทำให้ทำกำไรได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ไตรมาสแรก กลุ่มบริษัทขาดทุนสุทธิ 778 ล้านบาท และมีหนี้รวมสุทธิกว่า 5 หมื่นล้านบาท







