
ฟิทซ์ ลดระดับเครดิตไทยระยะยาว
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เผย ฟิทซ์ ลดระดับเครดิตไทยระยะยาว
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เผย ฟิทซ์ ลดระดับเครดิตไทยระยะยาว
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings ได้ปรับแนวโน้มของระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท จากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทที่ระดับ A- ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ BBB โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ F3 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ BBB+
"การปรับแนวโน้มของระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และสภาพแวดล้อมในการดำเนินนโยบายที่ถูกบ่อนทำลายลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อความเชื่อมั่นทางเครดิตของประเทศไทย" นายจักรกฤศฏิ์
อย่างไรก็ดี Fitch เห็นว่า สถานะด้านการเงินต่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่งจะยังคงสนับสนุนความเชื่อมั่น ของไทยในรูปเงินตราต่างประเทศ แม้ว่าสถานการณ์ในประเทศปัจจุบันจะทวีความรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ชะลอตัวลงนั้น มีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นและการไม่สามารถขจัด ปัญหาให้หมดสิ้นไปได้ รวมทั้งการปกครอง การดำเนินนโยบายและความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมืองที่ลดลง
โดยบนพื้นฐานของค่าเฉลี่ย 5 ปี จะเห็นได้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่ำกว่าประเทศในกลุ่มที่ มีระดับเครดิต BBB และค่ามัธยฐานของประเทศในภูมิภาคที่มีระดับเครดิตเดียวกัน ขณะที่การขาดเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่เป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของไทย อุปสงค์ในประเทศ (ติดลบ 5.7%) ที่ลดลงส่งผลต่อการหดตัวลงถึง 2.3% ของ GDP ที่แท้จริง (real GDP) ในปี 2552
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศ โดย Fitch คาด ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยายตัว 3.8% และ 4.2% ในปี 2553 และปี 2554 ตามลำดับ อันจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศ
นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากระยะเวลายาวนานในการทำให้ฐานะทางการคลังแข็งแกร่ง Fitch ยังคงเห็นว่า ฐานะทางการคลังของไทยอาจถูกบ่อนทำลายลงในระยะปานกลางเนื่องจากการเผชิญกับการชะงักงันทางด้านนโยบาย จะเห็นได้จากการที่ไม่มีการปฏิรูปที่สำคัญในการทำให้รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลให้วาระของรัฐบาลสั้นลงและความเชื่อมั่นของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายลดลง และการเกินดุลของรายได้รัฐบาลเทียบกับรายจ่ายปัจจุบันลดลงอย่างมีนัยสำคัญใน ปีงบประมาณ 2552 โดยอยู่ที่ 0.2% ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2552 จาก 6.4% ในปีงบประมาณ 2549 นอกจากนี้ การขยายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังจาก 50% มาอยู่ที่ 60% ในเดือน ส.ค.2552 อาจแสดงถึงการผ่อนลงของวินัยทางการคลัง
อย่างไรก็ดี สถานะการเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศสุทธิของไทยเทียบกับ GDP และรายรับด้านต่างประเทศในปัจจุบัน นับว่าแข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มที่มีระดับเครดิต BBB โดยประเทศไทยมีสถานะการเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศสุทธิเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ปี 2546 โดยดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอยู่ในระดับที่เกินดุลตั้งแต่ปี 2541 (ยกเว้นปี 2548) และปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 138,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2552 (เทียบเท่า 9.7 เดือนของการใช้จ่ายด้านต่างประเทศในปัจจุบันและ 47% ของเงินในความหมายกว้าง) นอกจากนี้ สัดส่วนสภาพคล่องยังอยู่ที่ 430% ณ สิ้นปี 2552
ทั้งนี้ สัดส่วนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นยังคงอยู่ในระดับที่สูงและแข็งแกร่งกว่าค่า มัธยฐานของประเทศในกลุ่มที่มีระดับเครดิต BBB แม้ ว่าบรรยากาศทางการเมืองจะมีผลกระทบต่อฐานะทางการคลังและสถานะด้านต่างประเทศ ของประเทศไทยไม่มากนัก แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อก็มีความเป็นไปได้ที่จะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงกดดันในทางลบต่อระดับเครดิตของประเทศได้







