posttoday
Yield Curve เคลื่อนไหวอยู่กรอบแคบๆ หลังจากเริ่มไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาสู้ตลาดในช่วงนี้

Yield Curve เคลื่อนไหวอยู่กรอบแคบๆ หลังจากเริ่มไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาสู้ตลาดในช่วงนี้

23 กรกฎาคม 2556

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในวันที่ 1519 ก.ค. (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 332,534 ล้านบาทหรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 66,507 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 5% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 82% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 271,445 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 43,602 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 7,114 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในวันที่ 1519 ก.ค. (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 332,534 ล้านบาทหรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 66,507 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 5% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 82% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 271,445 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 43,602 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 7,114 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือรุ่น LB176A (อายุ 3.9 ปี) LB155A (อายุ 1.8 ปี) และ LB196A (อายุ 5.9 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 13,243 ล้านบาท 7,667 ล้านบาท และ 6,004 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB13815C (อายุ 28 วัน) CB13806A (อายุ 14 วัน) และ CB13801A (อายุ 11 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 36,116 ล้านบาท 35,667 ล้านบาท และ 31,637 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รุ่น TLT138A (AAA) และ TLT149A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 1,361 ล้านบาท และ 520 ล้านบาท ตามลำดับ และหุ้นกู้ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) รุ่น IRPC147A (A) มูลค่าการซื้อขาย 1,052 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ โดย Yield ของตราสารหนี้ระยะสั้นอายุระหว่าง 1 เดือน ถึง 1 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ประมาณ 1 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ขณะที่ Yield ของตราสารอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ +1 ถึง +2 Basis Point โดยถึงแม้ว่าปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้จะค่อนข้างเบาบาง แต่ก็เริ่มมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้น หลังแถลงการณ์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งให้ความชัดเจนว่า ถึงแม้ Fed มีแนวโน้มที่จะปรับลดปริมาณเงินที่จะอัดฉีดเข้าสู่ระบบจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในอนาคต แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ และอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง Fed จะยังคงดำเนินมาตรการ QE ต่อไป พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ (00.25%) ซึ่งตลาดคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) รอบถัดไปที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ (17-18 ก.ย.) น่าจะมีความชัดเจนของการลดขนาดของมาตรการ QE เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ในส่วนของไทย ธปท. ได้ปรับลดเป้า GDP ปี 2556 เหลือเพียง 4.2% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 5.1% ตามปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 12,816 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) 2,689 ล้านบาท แต่กลับซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 15,505 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ