
ทิสโก้เชียร์หุ้นสหรัฐ-ญี่ปุ่น
บลจ.ทิสโก้ มอง 3-6 เดือนข้างหน้า หุ้นสหรัฐ-ญี่ปุ่นเด่น แนะเพิ่มเงินลงทุน ลดพอร์ตตราสารหนี้ระยะยาว
บลจ.ทิสโก้ มอง 3-6 เดือนข้างหน้า หุ้นสหรัฐ-ญี่ปุ่นเด่น แนะเพิ่มเงินลงทุน ลดพอร์ตตราสารหนี้ระยะยาว
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาทางการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและธุรกิจกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนในระยะสั้น 3-6 เดือน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจมีการเติบโตที่ดีขึ้นและเป็นตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานดี
สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ ไม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดหรือถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองด้าน ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวยิ่งทำให้ตลาดหุ้นน่าสนใจ ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ และหากมีการลดภาษีนิติบุคคลลงมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของเอเชียก็จะสนับสนุนให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นดีขึ้นอีก เนื่องจากปัจจุบันญี่ป่นเก็บภาษีสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกเฉลี่ยที่ 38% ขณะที่จีนเก็บ 25%
“หลังจากนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรในตลาดหุ้นเกิดใหม่ออกไปแล้ว เงินก็น่าจะไหลกลับไปในตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ประกอบกับนักลงทุนยังไม่มั่นใจในการลดคิวอีของสหรัฐ เงินก็น่าจะยังไม่โยกกลับมาตลาดหุ้นเกิดใหม่เหมือนช่วงที่ผ่านมา”นายสาห์รัช กล่าว
อย่างไรก็ตามภาพระยะยาวตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุน เพราะเศรษฐกิจยังมีการเติบโตที่สูงและแข็งแกร่ง รวมทั้งยังได้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ทำให้กลุ่มประเทศในเอเชียมีความน่าสนใจมากขึ้น ขณะที่หุ้นไทยยังคงเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,650 จุด
สำหรับตลาดหุ้นจีนยังไม่น่าสนใจ แม้ราคาหุ้นจะอยู่ในระดับที่ถูกมาก แต่นโยบายของรัฐบาลยังคงมีมาตรการออกมาควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงกดตลาดหุ้น ซึ่งนักลงทุนที่ถือหุ้นจีนอยู่ก็แนะนำให้ถือไว้ ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีและต้องการเข้ามาลงทุนอาจต้องพร้อมที่จะถือระยะยาว 1-2 ปี
นายสาห์รัช กล่าวว่า การลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากมองว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี คงไม่ต่ำกว่า 1.5-2% อีกแล้ว จึงมองว่าหมดยุคทองของตราสารหนี้
“อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมองว่ามีความเสี่ยงในการปรับลดลงมากกว่าปรับขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้มีการปรับตัวเลขคาดการณ์จีดีพีจาก 5% ลดลงเหลือ 4% และหากแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวต่ำกว่า 4% เชื่อว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงจาก 2.50% เหลือ 2.25%” นายสาห์รัช กล่าว
สำหรับการลงทุนในทองคำ มองว่าราคาจะแกว่งตัวแคบๆ และอยู่ในขาลงมากกว่า หลังจากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนสนใจตลาดหุ้นพัฒนาแล้วมากกว่า ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมองว่าไม่ได้แย่ไปกว่าเดิม เงินเฟ้อก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ทองจึงไม่น่าสนใจ มองกรอบเคลื่อนไหวของราคาทองคำปีนี้อยู่ที่ 1,250-1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์







