
จะว่าไปแล้ว การเมืองจีนอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ
ในสังคมโลกยุคปัจจุบัน ความเกี่ยวข้องกันระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นในแง่การเมือง เศรษฐกิจและการค้านั้นเป็นเรื่องยากที่ชาติใดชาติหนึ่งปฏิเสธไม่ขอยุ่งเกี่ยว ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากผลผลิตของสังคมโลกเองผ่านกาลเวลา ซึ่งอาจถูกพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ทางสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น สมาคมการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) หรือแม้แต่สหภาพทางเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า AEC ซึ่งกำลังเกิดขึ้นและจะสมบูรณ์แบบมากขึ้นในการรวมตัวในปี 2558 นี้
ในสังคมโลกยุคปัจจุบัน ความเกี่ยวข้องกันระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นในแง่การเมือง เศรษฐกิจและการค้านั้นเป็นเรื่องยากที่ชาติใดชาติหนึ่งปฏิเสธไม่ขอยุ่งเกี่ยว ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากผลผลิตของสังคมโลกเองผ่านกาลเวลา ซึ่งอาจถูกพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ทางสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น สมาคมการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) หรือแม้แต่สหภาพทางเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า AEC ซึ่งกำลังเกิดขึ้นและจะสมบูรณ์แบบมากขึ้นในการรวมตัวในปี 2558 นี้
ในภาวะโลกาภิวัตน์ดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ที่จะกลายมาเป็น “ผู้ชนะ” ทางเศรษฐกิจในสังคมยุคใหม่มีความจำเป็นต้องยกระดับวิสัยทัศน์ของตนและองค์กรให้กว้างขวางมากขึ้นและพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ในต่างประเทศที่จะมีผลกระทบกับองค์กรของเรามากกว่าเดิม ผมอยากที่จะกล่าวถึงเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ที่สำคัญในโลกนี้ที่นอกเหนือไปจากประเทศไทยบ้างซึ่งอาจมีท่านผู้อ่านหลายท่านทราบดีมากกว่าผมอยู่แล้วเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อผมมองไปบนแผนที่โลกและพิจารณาประกอบทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และในแง่เศรษฐกิจแล้วนั้น ชาติแรกที่ผมนึกถึงและอยากจะกล่าวถึงมากที่สุดก็คือประเทศจีน ซึ่งน่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวไทยเป็นพิเศษมากกว่าชาติอื่นๆ
ประเทศจีนครองแชมป์ความเป็น “ใหญ่” ในหลายๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่นในแง่ขนาดเศรษฐกิจที่ในปัจจุบันมีขนาดเป็นรองเพียงแค่สหรัฐเท่านั้น แต่ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันก็น่าจะโตแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกแทนภายในอีกไม่เกิน 510 ปีข้างหน้านี้ หากจะพูดถึงจีน ก็คงมีหลายมุมหลายด้านให้พูดถึงได้เป็นสิบเป็นร้อยวันก็ยังไม่หมด อย่างไรก็ตามผมอยากจะหยิบยกเรื่องของโครงสร้างการเมืองภายในของจีนมากล่าวถึงก่อน เพราะเห็นว่าน่าสนใจ และน่าติดตามครับ
นับตั้งแต่ปี 2492 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ (CCP) ของเหมาเจ๋อตุงครองอำนาจเหนือพรรคกั๋วมินตั๋ง (KMT) ของนายเจียงไคเช็คได้เป็นผลสำเร็จเป็นต้นมา เป็นที่ทราบกันดีในประชาคมโลกว่าจีนแผ่นดินใหญ่ถูกปกครองโดยสมบูรณ์ด้วยระบบคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด ดินแดนที่มีเนื้อที่ “ใหญ่” เกือบที่สุดในโลกนี้มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกถึงประมาณ 1,300 ล้านคน และมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหมดทั่วประเทศกว่า70 ล้านคน (มากกว่าประชากรไทยทุกคนรวมกัน) และจากทั้งหมดนี้มีเพียงสมาชิกในระดับตัวแทน (Delegates) เพียง 2,270 คนเท่านั้นที่จะได้เข้ามานั่งในสภาคองเกรสพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติ (National CPC Congress)
ยิ่งไปกว่านั้นในบรรดาสมาชิกระดับตัวแทนทั้งหมดนี้ จะมีเพียงประมาณร้อยละ 10 เท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่สมาชิกคณะกรรมาธิการกลาง (Central Committee) หรือประมาณ 200 คน ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นระดับผู้นำขององค์กร รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจีนมาอยู่รวมกัน และในจำนวนนี้เอง มีเพียง 25 คนเท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ระดับคณะกรรมาธิการแห่งโปลิตบูโร (Politburo Committee)
และในที่สุด จากคณะกรรมาธิการกลางทั้ง 25 คนนี้จะถูกเลือกให้เป็นกลุ่มผู้นำสูงสุดของจีนที่ในปัจจุบันถูกลดลงเหลือเพียง 7 คน จากเดิมทั้งหมด 9 คนภายใต้ยุคของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา (Hu Jintao) โดยคณะกรรมาธิการสูงสุดชุดนี้มีชื่อว่าคณะกรรมาธิการหลักแห่งโปลิตบูโร (Politburo Standing Committee : PSC) ที่มีทั้งนายสีจิ้นผิง (Xi Jinping) และนายหลี่เค่อเฉียง (Li Keqiang) ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศจีนตามลำดับอยู่ด้วยนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎหมายของประเทศจีนแล้ว ในการพิจารณาคัดเลือกคณะกรรมาธิการหลักแห่งโปลิตบูโรนี้ทุกครั้ง จะมีข้อกำหนดว่าสมาชิกห้ามมีอายุเกิน 67 ปีในช่วงที่จะถูกพิจารณาในการคัดเลือก ซึ่งก็หมายความว่าในการคัดเลือกสมาชิก PSC ใหม่ในสมัยหน้าในปี 2560 นั้นสมาชิกปัจจุบันอีก 5 ท่านนอกเหนือจากนายสีจิ้นผิง และนายหลี่เค่อเฉียง นั้นจะมีอายุเกิน 67 ปีในปี 2560 และจำต้องออกจากตำแหน่งไปภายใต้ข้อจำกัดแห่งอายุ (Age Limit) ว่ากันว่าการแข่งขันภายในพรรคเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ 5 ที่ซึ่งกำลังจะว่างลงในอีก 4 ปีข้างหน้านี้อาจได้เริ่มต้นขึ้นเป็นการล่วงหน้าแล้วเสียด้วยซ้ำ และเป็นที่น่าสนใจว่าจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองของจีนยุคใหม่นั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ “ว่าที่” ผู้นำสูงสุดของจีนรุ่นที่ 6 ซึ่งจะเข้ามาเป็นคู่ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีคู่ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้าต่อจากชุด “สีหลี่” (XiLi Administration) ในปัจจุบันนั้นจะได้รับเลือกเข้ามาในคณะ PSC ในสมัยหน้าเพื่อ “สร้างสมบารมี” ก่อน และว่ากันว่ามี “ตัวเต็ง” อยู่สองคนคือ นายหูชุนหัว (Hu Chunhua) ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมณฑลกว่างตง (Communist Party Secretary of Guangdong province) และนายซุนเจิ้งฉาย (Sun Zhengcai) ที่ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมหานครฉงชิ่ง (Communist Party Chief of Chongqing) โดยทั้งคู่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำสูงสุดในระดับมณฑล (Provinciallevel leaders) ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีนอีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจอีกด้านคือท่าทีของผู้นำชุดปัจจุบัน “สีหลี่” ในการปราบปรามปัญหาคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะในระดับรัฐวิสาหกิจ (Stateowned Enterprise: SOEs) ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่การเมืองจีนมายาวนานนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากกว่าที่คาดภายในระยะเวลาอันสั้นและดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ผู้นำชุดก่อนหน้านี้ในสมัย “หูเหวิน” เลือกที่จะไม่แตะต้องอย่างไรก็ตาม “สีหลี่” อาจจำเป็นต้องวางรากฐานอำนาจทางการเมืองให้มั่นคงและสร้างสม “พรรษาทางการเมือง” ไปอีกอย่างน้อย 45 ปีก่อน เพื่อสร้างฐานอำนาจในคณะกรรมาธิการ PSC ในสมัยหน้า ก่อนที่จะเริ่มมีการปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างมีประสิทธิผลได้ ดั่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “สีจิ้นผิงมีบารมีเพียงพอที่จะสั่งปลดผู้นำ SOEs ที่กระทำการคอร์รัปชั่น 12 คนได้ทันที แต่หากเขาคิดจะปลดผู้นำ SOEs พร้อมกัน 20 คนแล้ว อาจจะเป็นเขาเสียเองที่จะเป็นคนแรกที่ถูกปลดเสียก่อน” คำพูดนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อปีที่แล้ว (2555) ในกรณีการถูกปลดแบบสายฟ้าแลบของนายโป๋ซีไหล (Bo Xilai) ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมหานครฉงชิ่ง และครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าอาจมีแววที่จะก้าวขึ้นมาเป็นถึงประธานาธิบดีของจีนคนปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ







