posttoday
ความเสี่ยงเขย่าประกันดันต่นทุนเพิ่ม-รายได้ลด

ความเสี่ยงเขย่าประกันดันต่นทุนเพิ่ม-รายได้ลด

23 กรกฎาคม 2556

โดย...วารุณี อินวันนา

โดย...วารุณี อินวันนา

ธุรกิจประกันวินาศภัยในไทยถือว่าเป็นธุรกิจที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะที่ผ่านมา

ปี 2555 ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยทั้งระบบจะอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท

ปี 2556 มีการประเมินว่าเบี้ยจะทะยานขึ้นเป็น 2 แสนล้านบาท

แม้ว่าในช่วง 3 เดือนแรกปี 2556 ค่าสินไหมทดแทนจากการรับประกันภัยโดยตรงมีจำนวน 6.48 หมื่นล้านบาท ลดลง 4.84 หมื่นล้านบาท หรือ 42.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีค่าสินไหมถึง 1.13 แสนล้านบาท แต่ ลอสส์ เรโช ลดลงจาก 71.36% เหลือ 35.78% เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันภัยทั้งระบบ 5.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.83%

ถึงกระนั้นก็ตาม สมาคมประกันวินาศภัย ก็มีความเห็นว่า ประกันวินาศภัยเริ่มมีความเสี่ยงอันตรายที่ผู้บริหารธุรกิจประกันต้องตระหนัก

ปิยวดี โขวิฑูรกิจ ประธานชมรมบริหารและจัดการความเสี่ยง สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า จากการสำรวจของบริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส พบผู้บริหารบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตทั่วโลก 662 คน จาก 54 ประเทศ รวมถึงไทย มีความเห็นตรงกันว่าความเสี่ยงสูงสุดของธุรกิจประกันภัยในปี 2556 และปี 2557 มี 5 เรื่องใหญ่ๆ

หนึ่ง มาจากกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับธุรกิจประกันภัยที่ออกมาจำนวนมาก ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นในการต้องตั้งสำรอง หาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะมาจัดทำรายงาน วิเคราะห์ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักบริหารความเสี่ยง นักบริหารเงินลงทุน ซึ่งจะทำให้เงินกองทุนของบริษัทประกันลดลง

สอง อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกลดต่ำลงมากเป็นความเสี่ยง ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง จะซ้ำเติมฐานะการเงินของบริษัทประกันภัย เพราะนอกจากจะมีต้นทุนเพิ่มจากกฎระเบียบใหม่ๆ ที่ออกมา เงินลงทุนที่ได้ยังต่ำลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อรายได้ของบริษัท

สาม สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะจะทำให้ธุรกิจประกันภัยชะลอตัวตาม จะส่งผลกระทบต่อรายได้จากการรับประกันภัย

สี่ ชื่อเสียงภาพลักษณ์ของบริษัท เพราะถ้าต้นทุนเพิ่มขึ้นและรายได้หลักจากการรับประกันภัยลดลง รายได้จากการลงทุนลดลงอีก จะส่งผลต่อฐานะการเงินของบริษัท

ห้า คือ ภัยพิบัติ ที่สร้างความเสียหายต่อครั้งมหาศาล ถ้าเกิดขึ้นอาจจะทำให้บริษัทมีเงินไม่เพียงพอในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ลูก หรือถ้ามีเงินจ่ายอาจจะทำให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก

กลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงในปีนี้และปีหน้า คือ จะต้องดูราคาเบี้ยประกันภัยให้เพียงพอกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างเข้มงวด และต้องบริหารค่าใช้จ่ายให้คุ้มค่า รักษาฐานลูกค้าเก่า และกระจายการรับประกันภัยให้เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก จะต้องอาศัยประสบการณ์สูงและมีข้อมูลที่รอบด้าน เพราะตลาดประกันภัยมีการกระทบเร็ว มีการเชื่อมกันไปทั่วโลก เช่นเดียวกับตลาดเงินตลาดทุน

หากเกิดภัยพิบัติขึ้นที่ใดที่หนึ่ง เบี้ยประกันภัยก็จะปรับขึ้นทันที และหากบริษัทประกันภัยต่อรายใดรายหนึ่งเกิดล้ม ก็จะกระทบกับบริษัทประกันภัยทั่วโลก

“กรณีบริษัท เบสท์รี ที่มีการรับประกันภัยต่อในไทยเยอะมาก และมีปัญหาฐานะการเงินนั้น เป็นกรณีศึกษาให้กับบริษัทประกันภัยในไทยถึงความเสี่ยงของการที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง เพราะเรามองว่าเขามีบริษัทแม่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ A ซึ่งถือว่าดี แต่สุดท้ายเบสท์รีมีปัญหา บริษัทแม่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร” ปิยวดี กล่าว

ปิยวดี กล่าวว่า กรณีเบสท์รีเป็นประสบการณ์ที่ดีให้บริษัทประกันภัยไทยไม่ให้เชื่อถือในอันดับเครดิตของบริษัทแม่เพียงอย่างเดียว จะต้องใช้อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่รับประกันภัยจริงๆ และต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ตประกันภัยที่จะส่งทำประกันต่อไปในหลายๆ บริษัท ไม่กระจุกตัวอยู่บริษัทใดบริษัทหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา

กรณีเบสท์รีนั้น มีบริษัทประกันไทยส่งงานกับเบสท์รีจำนวน 22 บริษัท ยอดสินไหมทั้งหมด 8,000-9,000 กว่าล้านบาท ปรากฏว่าเบสท์รีเจรจาขอตัดจ่ายเงินให้แค่ครึ่งเดียว เท่ากับหายไป 4,000-5,000 กว่าล้านบาท ซึ่งจะเป็นหนี้สงสัยจะสูญเป็นภาระตัวใหม่ของบริษัทประกัน เพราะตามหลักการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (RBC) กำหนดให้บริษัทประกันต้องดำรงเงินกองทุน ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญด้วย

นี่คือเรื่องที่ธุรกิจประกันต้องตระหนัก ไม่เช่นนั้นพังไม่เป็นท่าแน่นอน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล