
Biz Monitor
แอมเวย์อัดกิจกรรมครึ่งปีหลังดันยอด
แอมเวย์อัดกิจกรรมครึ่งปีหลังดันยอด
นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทจะใช้งบในการทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้นหรือสัดส่วน 60% จากงบการตลาดรวมทั้งปี 800 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจประเทศจีน มาตรการรถยนต์คันแรก และการปรับลดตัวเลขจีดีพีภายในประเทศ ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อกำลังซื้อที่เริ่มลดลง เห็นได้จากครึ่งปีแรกที่ตั้งเป้าเติบโต 10% แต่ทำได้ 7% จึงต้องเร่งกระตุ้นกำลังซื้อในครึ่งปีหลัง โดยจัดกิจกรรมการตลาดถี่ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวอาหารเสริมสูตรใหม่ นิวทริไลท์ แคล แมก ดี ผลิตภัณฑ์วิตามินและเกลือแร่และแคลเซียม ซึ่งเป็นการพัฒนาจากสูตรเดิม ตั้งเป้าสร้างยอดขาย 300 ล้านบาทในปีนี้ จากยอดขายรวมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ 6,400 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรวมปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท
แบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 36% เครื่องสำอาง 17% เครื่องกรองน้ำและเครื่องกรองอากาศ 19% และสินค้าเพอร์เซอร์นัลแคร์และโฮมแคร์ 28% นอกจากนี้ในครึ่งปีหลังมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอีก 1 รายการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นขออนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา(อย.)
ส ำหรับในปีนี้บริษัทแม่ แอมเวย์สหรัฐอเมริกา ได้ใช้งบประมาณ 11,250 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานเพิ่มในอีก 7 แห่ง ได้แก่สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และเวียดนาม โดยน้ำหนักการลงทุนจะเน้นมายังประเทศในแถบเอเชีย เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตสูง
บีเอ็นไอปั๊มเครือข่ายรับเออีซี
นายกลกิตติ์ เถลิงนวชาติ ประธานอำนวยการ บริษัท บีเอ็นไอ ผู้ดำเนินธุรกิจสร้างสังคมกลุ่มเจ้าของธุรกิจ เปิดเผยว่า บริษัทได้เร่งขยายธุรกิจสร้างสังคมกลุ่มเจ้าของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 2 ปีนี้ เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยต้นปีหน้าจะเปิดตลาดลาวและพม่า จากทำตลาดมาร่วม 7 ประเทศ ซึ่งปี 2557 ตั้งเป้ามีสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มจาก 4,000 คน เป็น 5,000 คน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ในประเทศต่างๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจมากขึ้น ในปีหน้านี้จัดที่ประเทศมาเลเซีย ส่วนปีนี้จัดที่ ฮ่องกง และวันที่ 89 สิงหาคม ประเทศไทยได้จัดงาน”เพิ่มลูกค้าและผลลัพธ์ด้วยการทำงานเป็นทีม” จะมีนักธุรกิจชาวไทยและต่างชาติอีก 10ประเทศในอาเซียนกว่า 1,000คนรวมตันกันแลกเปลี่ยนช่องทางธุรกิจแก่กันนายกลกิตติ์ กล่าวว่า อาเซียนจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีขนาดตลาดธุรกิจใหญ่ของบริษัท แม้ว่าตอนนี้มีสัดส่วน10-15% เพราะตลาดยุโรปและอเมริกาซบเซา ขณะที่การค้าและการลงทุนในเอเชียขยายตัวอย่างชัดเจน โดยในช่วง 23ปีที่ผ่านมาสมาชิกในเอเชียโตสูงถึง 20-30% ขณะ ขณะที่ในไทยปีนี้ได้ขยายตลาดต่างจังหวัด ได้แก่ พัทยา นครราชสีมา ภูเก็ต สงขลา และเชียงใหม่ สิ้นปีนี้ตั้งเป้ามีสมาชิกเพิ่มจาก 380 คน เป็น 900 คน แบ่งเป็น นักธุรกิจในกรุงเทพ 600-700คน และต่างจังหวัด 300400 คน โดยในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา สมาชิกสร้างรายได้แล้ว 650 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าสมาชิกจะสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นมูลค่า 3,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 890 ล้านบาท และจากการเปิดเออีซีอีก 2 ปีข้างหน้านี้ คาดเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันไอบีเอ็น ปัจจุบันมีสมาชิก 1.5 แสนรายกว่า 50 ประเทศทั่วโลก สร้างรายได้ทางธุรกิจ 9 หมื่นล้านบาท
3จี หนุนอีคอมเมิร์ซไทยโตก้าวกระโดด
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า เครือข่าย 3จี ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นจะดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยให้โตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งยังหนุนโมบายแพลตฟอร์มให้เป็นช่องทางที่ผู้คนหันมาค้นหาและซื้อสินค้ามากขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เห็นได้จากยอดขายสมาร์ทโฟนในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น คิดเป็น 42% ของยอดขายอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา บวกกับการบริการอินเทอร์เน็ต 3จี ทั่วประเทศ จะช่วยให้สังคมออนไลน์เติบโตและสร้างโอกาสให้แก่นักธุรกิจ โดย ราคูเท็น ตลาดดอทคอม จะได้รับประโยชน์เช่นกัน
“เราได้อัพเกรดโมบาย แพลตฟอร์มของเราไปเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการมาเยือนของ 3G ขณะนี้ทราฟฟิคบนช่องทางนี้สูงถึง 29% ของทั้งหมด และ สร้างยอดขายถึง 13% แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% ด้วยกัน เราเชื่อว่าคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านช่องทางนี้อยู่แล้วจะมีการใช้งานมากขึ้นไปอีก และดึงคนที่ยังไม่เคยใช้ให้เข้ามาลองเป็นครั้งแรก เมื่อผู้บริโภคใช้อินเตอร์เน็ตบนอุปกรณ์สื่อสารไร้สายมากขึ้น หมายความว่าผู้ประกอบการของเรามีโอกาสในการโปรโมท และขายสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย ทุกวันนี้โมบายคอมเมอร์ซเป็นช่องทางสำคัญในการคว้าลูกค้ารายใหม่ โดยอาศัยความสะดวกสบายในการท่องเว็ป และช้อปออนไลน์ เป็นจุดดึงดูด” คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง ราคูเท็น ตลาดดอทคอม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่าการใช้บริการด้านข้อมูลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่น่าจะขยายตัวกว่า 40% ในปีนี้ รวมกับปัจจัยอื่นๆ อาทิ การให้บริการ 3G ความเชื่อมั่นในผู้บริโภคต่อความปลอดภัยในการชำระเงิน และการตลาดออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยผลักอีคอมเมอร์ซไทยให้โตขึ้น 2530% เลยทีเดียว
นอกจากจะได้ปรับปรุงช่องทางโมบายเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ราคูเท็น ตลาดดอทคอมยังใช้โซเชียลมีเดียในการกระตุ้นยอดขาย โดยจำนวนแฟนในเฟสบุ๊คที่เพิ่มขึ้นอย่างมากช่วยดันให้ยอดขายโตกว่า 250% ในไตรมาสแรกของปี ผู้ประกอบการเองก็หันมาใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับช่องทางการขายแบบอีคอมเมอร์ซ
ราคูเท็นมีประสบการณ์ในการมอบบริการโมบายคอมเมอร์ซกว่า 10 ปี และได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนี้เพื่อมอบประสบการณ์โมบายช้อปปิ้งที่สะดวกสบาย และปลอดภัย ไม่เพียงแค่ผู้บริโภคจะได้เลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายผ่านช่องทางที่ใช้งานง่ายแล้ว ยังสามารถสะสมแต้ม Rakuten Super Points ไม่ต่างจาการซื้อทาง PC
ลูกค้าราคูเท็น ตลาดดอทคอมสามารถใช้ mPay สำหรับการชำระทางโมบาย ส่วนช่องทางอื่นๆได้แก่ ชำระทางบัตรเครดิต หรือ เดบิต การชำระผ่านธนาคาร และ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั่วประเทศ
จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรมแตกต่างกันเวลาช้อปทาง PC และ โมบาย ทางโมบายมีทราฟฟิคสูงสุดช่วงเที่ยง 16.00น. และ 22.00น. ขณะที่ 11.00-16.00น. เป็นช่วงที่มีการช้อปผ่าน PC มากที่สุด นอกจากนั้นยอดขายบนทั้งสองช่องทางมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันในวันจันทร์ศุกร์ แต่ทางโมบายจะเห็นยอดที่สูงกว่าทาง PC ในช่วงสุดสัปดาห์







