
พักหนี้เกษตรกรมาอีกแล้ว
ครม.สั่งกระทรวงเกษตรฯพิจารณาวงเงิน เปิดให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ1ล้านราย
ครม.สั่งกระทรวงเกษตรฯพิจารณาวงเงิน เปิดให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ1ล้านราย
ครม.ยิ่งลักษณ์หาเสียงเกษตรกรสั่งพักหนี้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ 3 ปี
คณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เตรียมออกแคมเปญโครงการพักหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตร หรือสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศเป็นเวลา 3 ปี โดยที่ประชุมสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งพิจารณากำหนดกรอบวงเงินสำหรับโครงการพักหนี้ และนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ การเสนอโครงการพักหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เกิดขึ้นภายหลัง นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานการติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจประจำเดือน พ.ค. 2556 ให้ที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และเสนอให้ดำเนินการโครงการนี้อีกรอบ
นายวราเทพ รายงาน ครม.ว่า โครงการพักหนี้ให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกร 3 ปีนั้น เวลาได้ล่วงเลยมานานแล้ว จึงสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการโครงการนี้เพิ่มเติม
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหรือสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน
นายวราเทพ ยังรายงานอีกว่า โครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยหลังแรก ที่สิ้นสุดระยะเวลาโครงการไปแล้วในเดือน มี.ค. 2556 พบว่า มีผู้ที่ได้รับอนุมัติปล่อยสินเชื่อแค่ 1.02 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก เนื่องจากโครงการนี้มีปัญหาคือ โครงการไม่ครอบคลุมบ้านมือสอง และบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีจำนวนจำกัด
นอกจากนี้ ยังมีการรายงานว่า ได้คืนภาษีในโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว 2.53 แสนราย เป็นเงินทั้งสิ้น 1.72 หมื่นล้านบาท หรือ 18.77% ของผู้ที่เข้าโครงการ
ทั้งนี้ ในปี 2554-2555 รัฐบาลมีนโยบายพักหนี้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่ใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐไม่เกิน 5 แสนบาท ทั้งลูกค้าที่มีปัญหาในการชำระหนี้ หรือเป็นหนี้เสียกับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้เป็นปกติก็ให้โอกาสในการเข้าร่วมด้วยมีเกษตรกรใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการ 4.3 แสนราย จำนวนเงิน 4.66 หมื่นล้านบาท โครงการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ปี 2555 มีเกษตรกรแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 2.22 ล้านราย เป็นเงิน 2.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการพักเงินต้นและดอกเบี้ย 3% จำนวน 1.95 ล้านราย เป็นเงิน 2.28 แสนล้านบาท และลดดอกเบี้ยลง 3% จำนวน 2.74 แสนราย เป็นเงิน 2.19 แสนล้านบาท







