
ลุ้นลงทุนใหม่-นโยบายรัฐ ดันตลาดรถยนต์ 6.5 แสนคัน
8...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี ที่เติบโตจากปีที่ผ่านมากว่า 50% และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปอีก ทำให้คาดว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 ตลาดรถยนต์ในประเทศจะมีปริมาณมากกว่า 1.65 แสนคัน
จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายจำเป็นต้องปรับแผนงานการบริหารกันใหม่ โดยล่าสุดมีการคาดการณ์จากประธานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ว่าตลาดรถยนต์น่าจะเติบโตมากและได้ปรับเป้าจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 แสนคัน เป็นที่เรียบร้อย
แต่ปัจจัยลึกๆ ที่ทำให้ตัวเลขเป้าหมายการจำหน่ายไม่เติบโตไปมากกว่านั้น ก็คือความสามารถในการผลิตรถยนต์เพื่อรองรับตลาดในวันนี้ ที่ถือว่าไม่เพียงพอกับการเติบโตของตลาดที่ผู้ประกอบการไม่ได้คาดการณ์ว่าตลาดในประเทศจะกลับมาเติบโตได้เร็วขนาดนี้ จึงไม่ได้วางแผนการผลิตไว้ล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน ตัวเลขในตลาดส่งออกก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนดูเหมือนกำลังการผลิตที่เตรียมไว้กว่า 8 แสนคันในปีนี้อาจจะไม่พอ ซึ่งปกติแล้วผู้ประกอบการจะบริหารการผลิตในส่วนของในประเทศและส่งออกให้สามารถทดแทนกันได้ แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ตลาดกลับมาเติบโตเร็ว ทำให้ไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว
ทำให้โตโยต้าออกมาประกาศแล้วว่าจะเร่งกำลังการผลิตที่มีใน 3 โรงงานเพื่อผลิตให้ได้ 6 แสนคันในปีนี้ ส่วนรถยนต์ที่ออกมาทำตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมาสด้า 2 หรือนิสสัน มาร์ช ก็เดินหน้าไปได้ด้วยดี และมีการขอเพิ่มยอดการผลิตรถสำหรับตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายก็ไม่เน้นเรื่องการทำตลาดในช่วงนี้มากนัก เนื่องจากยังมีตัวเลขแบ็กออร์เดอร์อยู่ล้นมือ
1.4 ล้านคัน คือตัวเลขประมาณการของการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยปีนี้ ตามการคาดการณ์เบื้องต้นของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะขยับขึ้นได้อีก
นอกเหนือจากเรื่องของตัวเลขการผลิตและการจำหน่าย ในปีนี้เป็นอีกปีที่ค่ายรถหันมาเดินหน้าลงทุนโครงการต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากขึ้น ที่เห็นชัดๆ ก็คือโครงการของฟอร์ด ที่เดินหน้าลงทุนในไทยอีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตฟอร์ด มอนดิโอ และโฟกัส
นอกจากนี้ โครงการรถยนต์นั่งประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ ก็ถูกเร่งเครื่องขึ้นมาในช่วงปี 2554 กันเกือบทุกค่าย ทำให้เชื่อว่าการลงทุนหลักๆ จะเริ่มเห็นกันแล้วในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อให้สามารถเดินหน้าทุกอย่างได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และจะช่วยเพิ่มการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยให้มากขึ้นไปอีก
สิ่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในช่วงนี้ก็คือนโยบายต่างๆ ของภาครัฐว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางเอาไว้หรือไม่
แต่ล่าสุด ครม.จะมีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมัน อี 85 ด้วยการลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อี 85 แต่ละประเภทลง 3% จากโครงสร้างภาษีปัจจุบัน ส่งผลให้รถยนต์ที่มีกระบอกสูบตั้งแต่ 1,780 ซีซี แต่ไม่เกิน 2,000 ซีซี ลดภาษีเหลือ 22% จาก 25% รถยนต์ที่มีกระบอกสูบตั้งแต่ 2,000 ซีซี แต่ไม่เกิน 2,500 ซีซี ลดภาษีเหลือ 27% จาก 30% และรถยนต์ที่มีกระบอกสูบตั้งแต่ 2,500 ซีซี แต่ไม่เกิน 3,000 ซีซี ลดภาษีเหลือ 32% จาก 35%
และยังเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการลดอากรนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปอี 85 จากอัตรา 80% เหลือ 60% สำหรับรถยนต์อี 85 ที่มีขนาดกระบอกสูบตั้งแต่ 1,780 ซีซี แต่ไม่เกิน 3,000 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2,000 คัน ออกไปอีก 1 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553 จากเดิมที่หมดอายุเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2552 โดยให้กระทรวงการคลังไปจัดทำประกาศเพื่อยกเว้นอากรนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ อี 85 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยชิ้นส่วนที่ได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าต้องเป็นชิ้นส่วนที่ใช้ได้กับรถยนต์ อี 85 และเป็นชิ้นส่วนที่ยังไม่มีการผลิตในประเทศและมีราคาเทียบเท่า หรือถูกกว่าชิ้นส่วนนำเข้านั้นๆ โดยจำนวนชิ้นส่วนที่ได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าของผู้นำเข้าแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและต้องตรวจสอบได้ด้วยว่าชิ้นส่วนนั้นได้ถูกนำไปใช้กับรถยนต์ อี 85 จริง
เดิมที่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง อี 85 จะได้รับภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษเท่ากับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง อี 20 คือเริ่มที่ 25% แต่ได้รับการสนับสนุนจากเงินกองทุนน้ำมันอีก 3% ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวจะหมดเวลาลงในช่วงปลายปี 2553 นี้ และกองทุนน้ำมันเองก็ไม่สามารถที่จะดูแลโครงการนี้ได้ต่อ
มติ ครม. นี้ น่าจะเป็นการผลักดันให้ค่ายรถยนต์หันมาให้ความสำคัญในการผลิตรถยนต์ อี 85 มากขึ้น เพราะจะทำให้ราคารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อี 85 นั้นถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้ อี 20
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องร้อนๆ ของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด ว่าจะช่วยผลักดันหรือขัดขวางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง!!!







