posttoday
ธปท.การันตีเศรษฐกิจไทย 'ต้นร้ายปลายดี'

ธปท.การันตีเศรษฐกิจไทย 'ต้นร้ายปลายดี'

20 กรกฎาคม 2556

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ในปีนี้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตเพียง 4.2% จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 5.1% ซึ่งการส่งออกจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าส่งออกจะขยายตัวเพียง 4%

ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะลดลงอยู่ที่ 1.1% จากเดิมที่คาดไว้ 1.6% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะลดลงเหลือ 2.3% จากเดิมที่คาดไว้ 2.7%

แม้จะปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ลงมาถึง 0.9% แต่ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยังยืนยันว่า ถึงภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 1 และ 2 จะชะลอตัวลงบ้าง แต่คาดว่าไตรมาส 3 และ 4 จะกลับมาฟื้นสู่แนวโน้มปกติได้ เพราะระดับการจ้างงานยังดี การว่างงานต่ำ ระดับรายได้ไม่มีปัญหา

อีกทั้งภาคส่งออกจะเริ่มฟื้นตัว จากสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นที่ปรับดีขึ้น เป็นปัจจัยช่วยดันส่งออกไทยได้บ้าง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังมีความจำเป็นต้องปรับกำลังการผลิตตามภาคธุรกิจส่งออกที่ชะลอลงในไตรมาส 1 ซึ่งถ้าส่งออกดี การลงทุนคงดีขึ้น สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังขยายตัวดี อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่อนคลาย

ขณะที่นโยบายด้านการคลังงบประมาณปี 2556-2557 ยังคงมีการจัดงบประมาณขาดดุล และยังมีกฎหมายการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่แม้จะชะลอออกไปมากกว่าที่คาด แต่ทิศทางการลงทุนยังต่อเนื่อง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

แต่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 93.1 จาก 94.3 ในเดือน พ.ค. ส่วนความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงเหลือ 98.7 จาก 100.4 ในเดือน พ.ค. ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือน

หากแยกดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมตามกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว พบว่ามีเพียงกลุ่มขนาดย่อมที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 89.3 จาก 86.6 ในเดือน พ.ค. ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลางความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ที่ 94.2 จาก 96.5 ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลงมาอยู่ที่ 95.3 จาก 98.7 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของคำสั่งซื้อ ยอดขายและปริมาณผลิตโดยรวมที่ลดลงในขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ฉุดความเชื่อมั่นมาจากการลดลงของยอดคำสั่งซื้อ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการ ซึ่งมีปัจจัยลบจากความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การส่งออกและการชะลอลงของการบริโภคในประเทศ ภาครัฐไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมีความกังวลต่อการเมืองมากขึ้น

ส่วนความกังวลต่อดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราแลกเปลี่ยนนั้นลดลง เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงและค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมา 3.67% มาอยู่ที่ 30.74 บาท/ดอลลาร์

พยุงศักดิ์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นเอกชนที่ลดลงทำให้จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 5% ขึ้นไป แต่ขณะนี้คงต่ำกว่า 5% ซึ่งถ้าไม่มีการผลักดันเลยอาจจะลดลง 0.5% เหลือ 4.5% แต่ถ้ามีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้สามารถส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น อาจจะขยายได้ถึง 4.8%

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายอุตสาหกรรมยังมีการผลิตและส่งออกได้ดี ทำให้การส่งออกทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ถึง 7% ตามที่กระทรวงพาณิชย์คาด โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ พลาสติก การพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า

ประธาน ส.อ.ท.ยังต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐตามโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่แม้จะยังไม่มีเม็ดเงินเข้ามา แต่เมื่อมีความชัดเจน เอกชนก็จะวางแผนลงทุนล่วงหน้า

ถึง ธปท. และ ส.อ.ท. จะมองทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังไปคนละทาง แต่ผู้ว่าการ ธปท.ก็ยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงขณะนี้ยังไม่เข้าขั้นเลวร้าย และจะฟื้นตัวชัดเจนในปี 2557

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมหากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมแล้วพบว่ามีเพียงกลุ่มขนาดย่อมที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 89.3 จาก 86.6 ในเดือนพ.ค. ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลางความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ที่ 94.2 จาก 96.5 ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลงมาอยู่ที่ 95.3 จาก 98.7 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของคำสั่งซื้อ ยอดขายและปริมาณผลิตโดยรวมที่ลดลงในขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น

ขณะที่หากแยกตามระดับการส่งออก พบว่ากลุ่มที่เน้นขายในประเทศมีการส่งออกน้อยกว่า 50% ของยอดขายความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ที่ 94.4 จาก 95.1 ในเดือนพ.ค. ส่วนกลุ่มที่ส่งออกมากกว่า 50% ของยอดขาย ลดลงเล็กน้อยจาก 89.5 มาอยู่ที่ 89.2

นายศุภรัตน์ กล่าวว่า เมื่อเจาะลงรายอุตสาหกรรมพบว่ากลุ่มที่มีความเชื่อมั่นสูงกว่า 100 และยังมีความเชื่อมั่นสูงขึ้นมีอยู่ 11 กลุ่ม เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ค. ที่มีอยู่ 10 กลุ่ม เช่น ปูนซีเมนต์ หลังคาและอุปกรณ์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ อาหาร พลาสติก การพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ส่วนกลุ่มที่ความเชื่อมั่นลดลงแต่ยังสูงกว่า 100 มีอยู่ 3 กลุ่มเท่ากับเดือนพ.ค. ได้แก่ อู่ต่อเรือ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และก๊าซ

สำหรับกลุ่มที่ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นแต่ต่ำกว่า 100 มีอยู่ 15 กลุ่ม ลดลงจาก 18 กลุ่มในเดือนพ.ค. เช่น เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า อัญมณี แก้วและกระจก เซรามิก น้ำตาล ส่วนกลุ่มที่ความเชื่อมั่นต่ำกว่า 100 และยังเชื่อมั่นลดลง มีอยู่ 11 กลุ่ม เพิ่มขึ้นจาก 9 กลุ่มในเดือนพ.ค. เช่น สิ่งทอ เหล็ก โรงเลื่อย โรงอบไม้ ไม้อัด เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรกลและโลหะการ ปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์ยาง&<2288;

“ธปท.คาดว่าจีดีพีปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง 5% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.4% เงินเฟ้อทั่วไป 2.6% การส่งออกจะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2557 ตามการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าส่งออกปีหน้าขยายตัว 8%” ประสาร กล่าว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงในขณะนี้ยังคงเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจาก 78% ต่อจีดีพี เป็น 80% ของจีดีพี ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เกิดปัญหาเช่นเดียวกับสหรัฐ เนื่องจากสถานการณ์ราคาอสังหาริมทรัพย์มีความแตกต่างกัน เพราะช่วงนั้นราคาอสังหาริมทรัพย์สหรัฐปรับตัวลดลงอย่างมากซึ่งยังไม่เห็นภาพนั้นในประเทศไทย

การส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน เป็นการเปิดหน้าไพ่ว่า ธปท.เห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมแล้ว ความหวังที่จะเห็นดอกเบี้ยลดลงจึงเป็นไปอย่างรางเลือน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน