posttoday
"วีเอ็นยู"เล็งผงาดอาเซียนชิงเค้กตลาดนิทรรศการเกษตร

"วีเอ็นยู"เล็งผงาดอาเซียนชิงเค้กตลาดนิทรรศการเกษตร

19 กรกฎาคม 2556

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

“เมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้น เราอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว คนอื่นจะเข้ามา ถึงแม้เราจะไม่ออกไป เป็นเกมที่จำเป็นต้องแข่ง”

คำกล่าวของ ลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างวีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ ยุโรป ของเนเธอร์แลนด์ กับ บริษัท ทีซีซีแลนด์ สะท้อนความเป็นจริงของโลกธุรกิจวันนี้ รวมถึงธุรกิจจัดนิทรรศการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ที่ต้องปรับตัวรับประชาคมอาเซียน

ลัดดา บอกว่า บริษัทก่อตั้งมาปีกว่าๆ โดยมองเห็นโอกาสธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อปีที่แล้วบริษัทจัดงานนิทรรศการในพม่าและเวียดนาม ส่วนในปีนี้เพิ่งจัดงาน PharMed Expo 2013 ที่พม่า และกำลังจะมีงาน ILDEX 2013 ที่พม่า วันที่ 12-14 ก.ย. ตามด้วยเวียดนามและอินโดนีเซีย

บริษัทตั้งเป้าจะเป็นผู้นำการจัดงานนิทรรศการด้านเกษตรและปศุสัตว์ในอาเซียน ภายใน 5 ปีข้างหน้า เพราะมีความเชี่ยวชาญ โดยเน้นรุกตลาดพม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งใน 3 ประเทศแรกบริษัทได้เข้าไปแล้ว เหลือแต่กัมพูชาที่ยังรอดูตลาดก่อน เพราะการจัดงานเกษตรและปศุสัตว์ต้องมีผู้ซื้อหลัก แต่ในกัมพูชายังมีผู้ประกอบการน้อย การจัดงานนิทรรศการจึงยังไม่คุ้ม แต่หากเป็นการจัดประชุมยังทำไปได้ในตอนนี้ ขณะที่ลาวมีประชากรน้อยและตลาดงานนิทรรศการยังไม่น่าสนใจ

การรุกสู่อาเซียนต้องท่องไว้ว่า อย่าทำทุกอย่าง ทำเฉพาะสิ่งที่เราเก่ง และต้องเข้าใจตลาดที่กำลังจะเข้าไปด้วย โดยต้องเลือกจัดงานแสดงให้เหมาะกับสิ่งที่แต่ละประเทศต้องการ

อย่างเช่นงาน ILDEX (International Livestock and Dairy Expo) ที่เน้นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งวีเอ็นยูฯ ถนัดด้านนี้ แต่งานในพม่าจะแตกต่างจากไทย เพราะพม่าเพิ่งเปิดประเทศ จึงต้องเน้นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการ ไม่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงมาก และพม่าส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงมากก็ต้องให้น้ำหนักกับส่วนนี้ แทนที่จะเน้นปศุสัตว์ เมื่อไปตลาดอินโดนีเซียก็ต้องเปลี่ยนไปเน้นสัตว์ปีก สัตว์บก และสัตว์น้ำ ไม่ใช่เอาหมูเข้าไป เพราะเป็นสังคมมุสลิม เมื่อไปเวียดนามใช้หมูนำได้ ตามด้วยผลิตภัณฑ์ประมง

โดยเฉพาะพม่ามีศักยภาพมาก เพราะเชื่อมต่อกับอินเดีย จีน ไทย และลาว ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน สามารถเชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจได้ทุกแนว ใครยึดหัวหาดได้ก่อนจึงมีโอกาสประสบความสำเร็จ

สำหรับตลาดงานนิทรรศการ พม่ายังขาดทุกอย่าง แต่ต้องเลือกสินค้าที่จะเข้าไปจัดแสดงที่ตอบโจทย์ความต้องการ และเลือกกลุ่มลูกค้าธุรกิจก่อน (B2B) เช่น เอากรงไก่ไปขายให้ผู้ประกอบการ รวมถึงเครื่องปั่นไฟสำหรับโรงแรมหรือสำนักงาน

ธุรกิจการจัดนิทรรศการเติบโตจากจำนวนโชว์ บริษัทตั้งเป้าที่จะมีงานแสดงใหม่ๆ ปีละ 2-3 งาน และเมื่อเข้าไปตลาดบ่อยๆ ก็จะมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ตามมา

ธุรกิจไทยที่สนใจไปนอกบ้านสามารถรวมกลุ่มออกไป และต้องรู้จักเป็นผู้ให้ก่อน ซึ่งไม่ใช่การจ่ายใต้โต๊ะ แต่เป็นเรื่องของน้ำใจ อาจเป็นความช่วยเหลือในสิ่งที่เขายังขาด หากซื้อใจได้เขาก็จะนึกถึงเราดูอย่างญี่ปุ่นที่ยกหนี้ให้ก่อน เพราะมองเห็นประโยชน์ในระยะยาว ทำให้นักธุรกิจญี่ปุ่นได้รับการต้อนรับที่ดี

ที่สำคัญ คือ ต้องเข้าไปบ่อยๆ เพื่อทำความรู้จัก และเลือกหุ้นส่วนที่ดี โดยแบ่งปันประโยชน์กัน อย่าคิดแต่จะเอา ไม่อย่างนั้นเขาก็จะเลือกคนอื่น เพราะตอนนี้พม่ามีทางเลือกมาก

“บุคลิกส่วนตัวชอบเป็นผู้ให้ ซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ พวกของที่ระลึก ของกิน แล้วก็ชอบคุย เข้าสังคม ก็เลยทำให้มีเพื่อนมาก เพราะเขารู้สึกว่าเราห่วงใยดูแล เวลามีอะไรเขาก็จะคิดถึงเรา”

ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาโอกาสในมัณฑะเลย์ เพราะเป็นเมืองที่จะพัฒนาขึ้นมารองจากย่างกุ้ง และเป็นเมืองเกษตรและปศุสัตว์ โดยต้องสร้างเครือข่ายก่อน และจัดงานเล็กๆ ให้คนในมัณฑะเลย์รู้จักธุรกิจนี้ก่อน เหมือนอย่างงาน ILDEX ในย่างกุ้ง ที่เริ่มต้นจาก 30 บูธ พอมาปีที่ 2 เพิ่มเป็น 150 บูธ การเข้าไปก่อนก็จะได้เปรียบ เพราะจะจำคนที่ 23 ไม่ได้ และบวกกับสไตล์ไทยๆ ที่อ่อนน้อม รู้จักช่วยเหลือเขาบ้าง และมีจิตใจบริการ จะสร้างความประทับใจได้

นอกจากนี้ พม่าจะมีการจัดประชุมมากขึ้น รวมถึงจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอาเซียน แต่ยังขาดแคลนแรงงานมีทักษะและผู้เชี่ยวชาญอย่างมากซึ่งธุรกิจไมซ์ไทยมีโอกาส ควรรวมพลังกันไปอย่าคิดในลักษณะแข่งขันอย่างเดียว สามารถแบ่งปันกันได้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน