
แสงฉายแห่งวรรณกรรมส่องทางอุษาคเนย์
วรรณกรรมเชื่อมให้อาเซียนใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะตัวอักษรสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้คนในภูมิภาค ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
วรรณกรรมเชื่อมให้อาเซียนใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะตัวอักษรสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้คนในภูมิภาค ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้จัดเสวนาเรื่อง “แสงฉายแห่งวรรณกรรม สานสัมพันธ์อาเซียน” เรียกน้ำย่อยก่อนงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “วรรณกรรมอาเซียน : พัฒนาการ เอกลักษณ์ และบทบาทต่อสังคมร่วมสมัย” ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 ส.ค.นี้
“พรธาดา สุวัธนวนิช” อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า วรรณกรรมเป็นสะพานที่เชื่อมให้ผู้คนในอาเซียนได้รู้จักกัน แต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย เรายังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมจากช่องทางต่างๆ เพื่อให้มีความเข้าใจที่จะอยู่ร่วมกัน
ประเทศในอาเซียนมีทั้งความแตกต่างและคล้ายคลึง เมื่อเดินทางไปในประเทศเพื่อนบ้าน เราจะรู้สึกว่ามีอะไรร่วมกัน เข้าใจกันได้ อย่างกรอบความคิดเรื่องความดีความชั่วที่มีรากจากรามายณะ ทำให้เราเข้าใจความคิดของกันและกัน แม้จะไม่รู้ภาษาของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือการเข้าไปนมัสการศาสนสถาน ก็จะรู้ว่าไม่ควรทำกิริยาอะไรที่จะแสดงความลบหลู่
วรรณกรรมมีพลังมาก ยิ่งหากเข้าใจโดยไม่ผ่านการแปลเป็นภาษาอังกฤษก็จะไม่ขาดอรรถรส เราควรเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านเพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
“ซะการีย์ยา อมตยา” กวีซีไรต์ปี 2553 บอกว่า ไม่ได้ตื่นเต้นกับอาเซียน เพราะคงไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่อย่างน้อยก็เป็นความหวังที่จะกระตุ้นให้ผู้คนในอาเซียนหันมาทำความรู้จักเพื่อนบ้าน หลังจากละเลยกันมานาน
เรื่องเล่าในอาเซียนมาจากรากเดียวกันผ่านรามายณะ ซึ่งทำให้คนในอาเซียนเข้าใจเรื่องเล่าของกันและกันได้ คล้ายกับในยุโรปที่มีเรื่องเล่าเดียวกันเกี่ยวกับเทือกเขาโอลิมปัสที่เป็นจุดกำเนิดเทพต่างๆ
“ลุค แคสซาดี ดอเรียน” นักเขียนและช่างภาพอิสระ บัณฑิตจากรั้วพ่อขุน บอกว่า วรรณกรรมทำให้เข้าใจคนอื่น เรียนรู้ประสบการณ์ของเขาเหล่านั้น ซึ่งต้องเริ่มจากการเข้าใจภาษาเพื่อนบ้านก่อน
ส่วนเรื่องความร่วมมือของนักเขียนในอาเซียน ซึ่งจะมีบทบาทเชื่อมโยงผู้คนในอุษาคเนย์ พรธาดา บอกว่า ปากกาด้ามเดียวของประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจไม่มีพลังมากพอเท่ากับปากกาของทั้งอาเซียน
เช่นเดียวกับซะการีย์ยาที่มองว่า จุดร่วมของอาเซียน คือ การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ยังขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นักเขียนมีบทบาทเชื่อมโยงภูมิภาคนี้ผ่านการแสวงหาเสรีภาพได้ เพราะนักเขียนแต่ละคนรู้ดีว่าประเทศตัวเองเป็นอย่างไร ต้องเปิดอกคุยกัน ไม่ปิดบังอำพรางสิ่งที่เป็นจริง
การจัดตั้งสมาพันธ์นักเขียนแห่งอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงกัน และรับรู้ปัญหาของแต่ละประเทศ ถือเป็นแนวคิดที่ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่นักเขียนนำเสนอมุมมองแล้วถูกจับ สมาพันธ์นี้ก็สามารถรวบรวมรายชื่อเพื่อดำเนินการช่วยเหลือได้
นอกเหนือจากวรรณกรรม ภาพยนตร์เป็นอีกสื่อที่ช่วยให้เรียนรู้เพื่อนบ้าน แม้จะไม่ลึกซึ้งเท่า แต่ก็ทำให้รู้วิธีคิด และเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้ผู้คนได้เรียนรู้กัน
ลุค เห็นว่า ภาพยนตร์ทำให้เข้าถึงได้ง่าย เพราะตีความมาให้แบบสำเร็จรูป และสร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้ชม ขณะที่หนังสือจะสื่อความคิดภายในที่ลึกซึ้งกว่า ผู้อ่านตีความและจินตนาการได้แตกต่างกันไป
“แม้ว่าอาเซียนอาจจะมีจุดเริ่มจากเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่การเชื่อมโยงวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จะทำให้เข้มแข็ง ซึ่งวรรณกรรมจะเป็นเหมือนแสงส่องทางให้เราเข้าใจเพื่อนบ้านอาเซียนมากขึ้น” พรธาดา ทิ้งท้าย







