
สร้างแบรนด์"โฮมแมท"สู่ความยั่งยืนธุรกิจครอบครัว
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ปัญหาใหญ่สำหรับทายาทธุรกิจ หรือเจเนอเรชันในรุ่นหลังๆ ที่จะต้องเข้ามารับช่วงธุรกิจต่อจากคนรุ่นปู่ รุ่นพ่อ คือ การทำความเข้าใจกับรุ่นหนึ่ง รุ่นสอง ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจที่มักคุ้นเคยกับการทำการค้าในรูปแบบเดิม ด้วยเชื่อว่า “อย่างไรก็ขายได้” ไม่จำเป็นต้องใช้งบลงทุนเพิ่มเพื่อผลิตสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด
เช่นเดียวกับ ไพโรจน์ สิริวรวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รุ่งแสงไทย อินเตอร์แมทเทรส ผู้ผลิตและทำตลาด สินค้าเครื่องนอนภายใต้แบรนด์ โฮมแมท (HomeMatt) เซียรา (Ciara) และ นีโอแมท (NeoMatt) ที่มองว่า การสร้างแบรนด์ หรือตราสินค้า เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทำการค้าสมัยใหม่ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจครอบครัว ที่มีสถานะเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี
พร้อมฉายภาพธุรกิจดังกล่าว ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ 35 ปีก่อน ที่รุ่นพ่อลงทุนเซ้งตึกแถวย่านสุขุมวิท101/1 เพื่อทำเป็นหน้าร้านรุ่งแสงไทยเฟอร์นิเจอร์ รับสินค้าเฟอร์นิเจอร์แบบซื้อมาขายไป จากผู้ผลิต หรือ ซัพพลายเออร์โดยตรง จากความคุ้นเคยกับคู่ค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้ระบบการผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องนอน ที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องนอนในที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการในปัจจุบัน
สำหรับการดำเนินธุรกิจในช่วงแรก ถือเป็นความพยายามของคนรุ่นก่อนในการบุกเบิกตลาด โดยอาศัยความสัมพันธ์กับคู่ค้า ซึ่งไพโรจน์บอกว่าเป็น “ยุคธุรกิจตั้งรับ” ผลิตสินค้าจากโรงงานป้อนสู่ตลาด แม้ว่าจะขายได้เรื่อยๆ แต่ก็มีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ไม่แตกต่างไปจากปัญหาของเอสเอ็มอีในปัจจุบัน
จากนั้นได้ตัดสินใจขยายธุรกิจ สร้างโรงงานผลิตสินค้าเครื่องนอนอย่างเต็มตัว รับคนงานเพิ่มมากขึ้น แต่ยังเพื่อป้อนสู่ตลาดหน้าร้าน หรือ ร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งการทำตลาดสินค้าในช่วงนั้นไม่ได้สร้างแบรนด์สินค้าออกมาอย่างจริงจัง ขณะที่เพียงแต่ใช้ชื่อ ริษัทรุ่งแสงไทย ติดไปกับสินค้า เท่านั้น หรือ หากมีการส่งสินค้าเครื่องนอน ที่นอน ไปยังหน้าร้านต่างๆ ก็จะใช้วิธีแตกตราสินค้าย่อย เช่น ยี่ห้อ เอ, บี, ซี ออกมารองรับ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องโชคดีของธุรกิจครอบครัว บริษัทรุ่งแสงไทยฯ ซึ่ง ไพโรจน์ซึ่งมีโอกาสเข้าไปฝึกงานที่บริษัทตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมย้ายไปเรียนในภาคค่ำ จากภาคปกติ เพื่อให้ตัวเองสามารถทำงานและเรียนไปด้วยพร้อมกัน ซึ่งจากการลงไปคลุกคลีตั้งแต่สายการผลิตสินค้าและการออกตลาดไปหาลูกค้า ทำให้รู้ว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจครอบครัว เข้าสู่ “ยุคธุรกิจเชิงรุก”
ไพโรจน์บอกว่า ยิ่งออกตลาดมากขึ้น ยิ่งทำให้รู้ว่า ธุรกิจครอบครัวจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การสร้างแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้า ซึ่งหมายถึงตัวแทนขาย หรือดีลเลอร์ จดจำ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า จากรุ่นสอง คือ ตัวไพโรจน์เองที่กำลังจะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจจากพ่อ จึงได้สร้างแบรนด์ โฮมแมท ขึ้นมา ชื่อของตราสินค้าสะท้อนถึงความอบอุ่นที่หมายถึงบ้าน และแมทเทรส ก็หมายถือที่นอน และในคำพ้องเสียงที่หมายถึงการจับคู่กันด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งช่วงแรกพ่อในฐานะเจ้าของธุรกิจเดิมไม่เห็นด้วยกับการใช่เงินลงทุนเพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าที่ยังมองไม่เห็นตลาดในอนาคต แต่ไพโรจน์เชื่อมั่นในความคิด จึงและมองเห็นแนวโน้มตลาดที่นอนในอนาคต ที่ยังเติบโตสูงทำให้ ตัดสินใจใช้เงินลงทุนราว 1 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรมาผลิตสินค้าไลน์ใหม่
การตัดสินใจในครั้งนั้น ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า ไพโรจน์เดินมาถูกทาง จากยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันในรอบ 34 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ใช้งบลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มงานเครื่องนอน กลุ่มงานวัตถุดิบ และกลุ่มผลิตที่นอน ที่ปัจจุบันอย่างหลังมีกำลังการผลิตมากกว่า 100 ชิ้นต่อวัน ที่สำคัญการใช้เครื่องจักรยังเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิต และบริหารการจัดการด้านแรงงานไปด้วยพร้อมกัน ทำให้ไม่รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาทมากนักในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจุบันบริษัทมียอดขายต่อปีราว 100 ล้านบาท มาจาก 2 ตลาดหลัก คือ กลุ่มร้านค้าปลีกผ่านตัวแทนขายเราว 400-500 รายทั่วประเทศ มีสัดส่วนราว 70% และ กลุ่มลูกค้าโครงการ ต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล โรงแรม อพาร์ทเมนต์ หรือ หอพัก มีสัดส่วน30% ซึ่งจากการเติบโตของธุรกิจอสังหารริมทรัพย์ผ่านโครงการต่างๆในบ้านเรา มองว่าตลาดโครงการจะมีโอกาสเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ในอนาคตพร้อมปิดท้ายว่า การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวสำหรับทายาทรุ่นใหม่ คือ การพิสูจน์ความสำเร็จให้เห็น ซึ่งมองว่าการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ให้ถูกทาง จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน







